คำชี้แจง

 

 

เอกสารฉบับนี้เป็นรายงาน วิเคราะห์ สังเคราะห์และประมวลสรุปเหตุการณ์และแนวโน้มด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และในต่างประเทศที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย จัดทำทุก 4 เดือน โดยโครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (Thailand Trends Monitoring Project – TTMP) ด้วยการสนับสนุนให้ทุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตามหนังสือสัญญาให้ทุนเลขที่ RDG  4510006

รายงานฉบับนี้ถือเป็นรายงานฉบับที่ 13 ประจำจตุมาสที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2545) ประกอบด้วยรายงาน 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นรายงานการวิเคราะห์ สังเคราะห์ในหัวข้อเรื่อง “สังคมความรู้และจุดยืนไทยบนเวทีโลก” ส่วนที่ 2 เป็นรายงานการประมวลสรุปสถานการณ์และแนวโน้มด้านต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือน มกราคม ถึงเดือน เมษายน 2545 ทั้งนี้ โดยใช้ข่าวสารข้อมูลที่เก็บรวบรวมตามกรอบการประมวลข้อมูลที่กำหนดไว้ 7 เรื่อง ตามหนังสือสัญญาให้ทุนดังกล่าว รายงานมีความหนาทั้งสิ้น 200 หน้า กระดาษ เอ-4

คณะผู้ดำเนินงานหวังว่า ท่านจะได้รับประโยชน์จากรายงานฉบับนี้ตามสมควร

 

 

 

---------------------------------------------

นายอนุช อาภาภิรม

หัวหน้าโครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP)


 

สารบัญ

 

 

 

คำชี้แจง......................................................................................................................... 1

สารบัญ......................................................................................................................... 2

บทคัดย่อ....................................................................................................................... 3

ABSTRACT................................................................................................................... 5

รายงานย่อสำหรับผู้บริหาร............................................................................................. 7

สังคมความรู้และจุดยืนไทยบนเวทีโลก............................................................................. 7

1. บทนำ: ภูมิทัศน์แห่งความเหมาะสมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ......................................... 7

2. จุดยืนไทยบนเวทีโลก: จะแสดงบทบาทอย่างไรดี...................................................... 10

3. บทสรุปและข้อเสนอแนะ..................................................................................... 12

รายงานส่วนที่ 1............................................................................................................ 13

สังคมความรู้และจุดยืนไทยบนเวทีโลก........................................................................... 14

1. บทนำ: ภูมิทัศน์แห่งความเหมาะสมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ....................................... 14

1.1 สังคม/เศรษฐกิจความรู้ (Knowledge Society/Economy)................................... 14

1.2 โลกาภิวัตน์แบบบรรษัทข้ามชาติ.................................................................... 22

1.3  การเป็นแบบภูมิภาค (Localization) และเขตการค้าเสรี (Free Trade Area)........... 33

1.4 ขบวนการยุติธรรมโลก กลุ่มขวาจัด การก่อการร้ายและอื่นๆ................................ 35

2. จุดยืนไทยบนเวทีโลก: จะแสดงบทบาทอย่างไรดี...................................................... 40

2.1 การเคลื่อนไหวและผู้แสดงสำคัญบนเวทีโลกเป็นอย่างไร...................................... 40

2.2 จุดยืนประเทศไทยจาก 3 ภาคหลัก................................................................. 52

3. บทสรุปและข้อเสนอแนะ..................................................................................... 58

3.1 สถานการณ์และแนวโน้มทั่วไป...................................................................... 58

3.2 ข้อเสนอแนะ.............................................................................................. 59

บรรณานุกรม................................................................................................................ 60

 

 


บทคัดย่อ

โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย(TTMP) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ได้จัดทำรายงานฉบับที่ 13 จตุมาสที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2545) ประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นบทวิเคราะห์และสังเคราะห์หัวข้อเรื่อง “สังคมความรู้และจุดยืนไทยบนเวทีโลก” ส่วนที่สองเป็นภาคประมวลเหตุการณ์และแนวโน้มประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

ผลการศึกษาส่วนแรก สรุปได้ดังต่อไปนี้

1. สังคมความรู้ สังคม-เศรษฐกิจความรู้ การผลิตฐานความรู้ เศรษฐกิจใหม่ และกระบวนโลกาภิวัตน์ มีความสัมพันธ์กัน ต่างขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีระดับสูงที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้มีเทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสารเป็นกระดูกสันหลัง

2. กระบวนโลกาภิวัตน์มี 2 กระแสใหญ่ที่แข่งขันกัน กระแสหลักได้แก่กระบวนโลกาภิวัตน์ที่นำโดยบรรษัท (หรือเรียกสั้นๆว่า โลกาภิวัตน์) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ลดทอนบทบาทของรัฐ สร้างตลาดโลกเสรีที่เป็นหนึ่งเดียว กระแสรองได้แก่กระบวนโลกาภิวัตน์ที่นำโดยองค์กรประชาชนและเอ็นจีโอ ซึ่งภายหลังนิยมเรียกตัวเองว่าขบวนการยุติธรรมโลก มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรม ยึดหลักเศรษฐศาสตร์ที่ถือคนและสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลาง ลดทอนช่องว่างและแก้ปัญหาความยากจนในสังคม

3. ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนามีระดับความรู้ทางเทคโนโลยีต่างกัน กฎเกณฑ์ และการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้แก่ ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า และการอพยพของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจากประเทศกำลังพัฒนาสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ยิ่งขยายช่องว่างทางวิทยาการขึ้นอีก ประเทศกำลังพัฒนาจึงจำต้องสร้างกลยุทธ์และแผนปฏิบัติงานของตนโดยเฉพาะขึ้น

4. โลกาภิวัตน์ที่นำโดยบรรษัทเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยสำคัญ 4 ประการได้แก่ 1) การพัฒนาเติบใหญ่ของทุนการเงิน 2) การปฏิวัติทางเทคโนโลยีข่าวสาร 3) การปฏิบัติงานขององค์การพหุภาคีทางการค้าและการเงิน ได้แก่ ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลก 4) แสนยานุภาพทางทหาร ข่าวกรองและการปฏิบัติการลับ หรือ “กำปั้นที่ซ่อนไว้”

5. บรรษัทข้ามชาติสามารถนำกระบวนโลกาภิวัตน์ได้เนื่องจาก 1) ขนาดและอำนาจการควบคุมทางเศรษฐกิจ 2) อำนาจทางการเมือง 3) อำนาจทางอุดมการณ์และการจัดการ 4) อำนาจในการครอบงำทางวัฒนธรรมและความรู้ 5) อำนาจในการเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสาร

6. กระบวนโลกาภิวัตน์ก่อผลกระทบต่อโลกที่สำคัญได้แก่ 1) การบูรณาการประเทศต่างๆ ในโลก เข้าด้วยกันอย่างทั่วด้าน 2) การทำให้ระบบโลกกลายเป็นระบบทุนนิยม อย่างไรก็ตาม มีผลเชิงลบอย่างสูงจากกระบวนโลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดการตอบโต้ และพบว่ากระบวนโลกาภิวัตน์ไม่ใช่สิ่งใหม่ เคยเกิดขึ้นและสลายไปแล้ว ไม่ใช่กฎธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

7. การเป็นแบบภูมิภาค (Localization/Localism) และเขตการค้าเสรี (Free Trade Area/Agreement) ได้เกิดขึ้นควบคู่กับกระบวนโลกาภิวัตน์ และมีความโดดเด่นขึ้นเมื่อกระบวนโลกาภิวัตน์ถูกต่อต้านและเคลื่อนไหวไปข้างหน้าได้ยากลำบากขึ้นนับแต่การประชุมองค์การการค้าโลกปลายปี 1999 ล้มเหลว

8. การก่อการร้าย 11 กันยายน 2544 และขบวนการขวาจัด อาจกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ตอบโต้ที่รุนแรงต่อกระบวนโลกาภิวัตน์ โดยการก่อการร้ายมีจุดกำเนิดในประเทศกำลังพัฒนา และขบวนการขวาจัดมีจุดกำเนิดในประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งสองกรณีน่าจะส่งผลให้เกิดการกีดกันทางการค้า ความไม่ไว้วางใจทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม และการสร้างเขตหรือประเทศที่เป็นแบบป้อมปราการสูงขึ้น

9. จุดยืนของประเทศพัฒนาแล้วต่อสังคมความรู้และกระบวนโลกาภิวัตน์ มีลักษณะร่วมกันที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1) สนับสนุนการเจรจารอบพัฒนา (Development Round) หรือ ระเบียบวาระการพัฒนาโดฮา (Doha Development Agenda) 2) ให้ความสำคัญแก่การแข่งขัน นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ 3) จัดการศึกษาตลอดชีวิตโดยให้ธุรกิจเอกชนมีบทบาทมากขึ้น 4) ภาครัฐและธุรกิจเอกชนต้องร่วมมือกันใกล้ชิดกว่านี้ 5) ขจัดค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรี 6) มียุทธศาสตร์เชิงรุก 7) สนับสนุนสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา อย่างไรก็ตาม ได้พบจุดต่างทางด้านนโยบายและท่าทีที่เห็นได้ชัดระหว่างสหภาพยุโรป สหรัฐและญี่ปุ่น

10. องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเซีย-แปซิฟิกหรือเอเปก ที่มีสหรัฐ-ญี่ปุ่นเป็นแกนนำ จัดตั้งขึ้นเพื่อเร่งฝีก้าวของกระบวนโลกาภิวัตน์ ในช่วงที่ระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ล่มสลายและอ่อนกำลังลง องค์การนี้ได้อ่อนตัวลงตามกระแสที่ลดลงของกระบวนการโลกาภิวัตน์ ประเทศสมาชิกต่างพากันทำข้อตกการค้าเสรีแบบทวิภาคีกันมากขึ้น

11. จุดยืนของประเทศไทยมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ ทางการรัฐบาล องค์กรธุรกิจเอกชน องค์กรประชาชนและเอ็นจีโอ รวมทั้งกลุ่มพลังอื่น โดยมีจุดยืนของทางการรัฐบาลเป็นองค์นำหลัก

12. จุดยืนและนโยบายต่างประเทศของทางการรัฐบาลไทยช่วงสงครามเย็น มีที่เด่นอยู่ 2 ประการได้แก่ 1) การคัดค้านระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และการสนับสนุนการค้าและการลงทุนเสรี 2) การถือสหรัฐเป็นมหามิตร โดยมีจุดยืนและนโยบายคล้อยตามไป การสนับสนุนการค้าและการลงทุนเสรีนั้น ได้เพิ่มความเข้มข้นขึ้นด้วยการเข้ายึดถือลัทธิเสรีนิยมใหม่และกระบวนโลกาภิวัตน์ หลังการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ-การเงินรุนแรงปี 2540 การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ การเสนอและการเรียกร้องของกลุ่มองค์กรต่างๆ ทางการรัฐบาลมีจุดยืนและนโยบายที่สำคัญ 3 ด้านได้แก่ 1) การให้ความสำคัญแก่ภูมิภาคและทวิภาคีมากขึ้น 2) การใช้นโยบายทวิวิถี (Dual Track Policy) 3) การปฏิบัติการเชิงรุก

13. จุดยืน กลยุทธ์ และข้อเสนอขององค์กรธุรกิจเอกชน ได้แก่ 1) การสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถ 2) การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจซึ่งที่สำคัญคือการผลิตและการค้า 3) บทบาทนำของภาครัฐและความร่วมมือใกล้ชิดขึ้นกับภาคธุรกิจเอกชน 4) การปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชนในด้านนวัตกรรม การแข่งขัน การสร้างเครื่องหมายการค้า การรวมตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และการสนใจบริหารข้อมูลมากขึ้น

14. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นข้อเสนอใหม่ ซึ่งสภาพัฒน์ฯ ได้นำไปใช้เป็นความคิดชี้นำการทำแผนพัฒนาฉบับที่ 9 สำหรับจุดยืนขององค์กรประชาชนและเอ็นจีโอ มีอยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ 1) ด้านอุดมการณ์ 2) การเสนอปรับปรุงองค์การพหุภาคีระดับโลก 3) การเสนอประเด็นปัญหาเช่นสร้างการค้าที่เป็นธรรม 4) ระบบการปกครองโลก

15. ข้อเสนอแนะได้แก่ 1) การมีจุดยืนและนโยบายที่เป็นตัวเองมากขึ้น 2)  การสร้างจุดยืน และนโยบายต่างประเทศที่มีฐานกว้างภายใน 3) การให้ความสำคัญแก่ภูมิภาคและการร่วมมือกับประเทศโลกที่สามมากขึ้น 4) ควรมีจุดยืนที่มั่นคงเกี่ยวกับการค้าที่เป็นธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 5) การสร้างจุดยืนและนโยบายต่างประเทศด้วยความรอบคอบ มีโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้และผู้ปฏิบัติงานที่พอเพียง

ผลงานส่วนที่สอง สถานการณ์และแนวโน้มประเทศไทย

สถานการณ์และแนวโน้มประเทศไทยในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2545 ทางด้านเศรษฐกิจ มีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จากการกระตุ้น การบริหารทางการเงิน การตลาดและเป็นแบบเชิงรุกของรัฐบาล แต่ก็มีความอ่อนแอและไม่แน่นอนสูง ในทางการเมือง เกิดกรณีความขัดแย้งเป็นระลอก ทั้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล ประเด็นการแทรกแซงสื่อทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ยังมีปมปัญหาเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดการไหวตัวทางการเมืองขึ้นในระดับหนึ่ง ในทางสังคม ปัญหายาเสพติดและการแพร่ระบาดของอบายมุขยังคงแก้ไม่ตก แม้ว่าจะใช้การจัดระเบียบและมาตรการลงโทษที่เข้มงวดขึ้น ในด้านต่างประเทศ สงครามต่อต้านการก่อการร้ายยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่กรณีความขัดแย้ง “อิสราเอล-ปาเลสไตน์” ดุเดือดรุนแรงมากขึ้น กระเทือนต่อความมั่นคงในภูมิภาคนั้นอันเป็นภูมิภาคส่งออกน้ำมันสำคัญของโลก มีสัญญาณการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ แต่มีความไม่แน่นอน ถูกรุมเร้าด้วยภาวะการขาดดุลการค้า การว่างงาน และธรรมาภิบาลเสื่อมถอย ในยุโรปตะวันตกกระแสขวาจัดพลิกฟื้นตัวขึ้น แต่ยังคงอ่อนแอ เกิดกระแสต่อต้านสหรัฐ-อิสราเอล อย่างเห็นได้ชัดขึ้น


ABSTRACT

This is the 13th Volume of the 1st four months report of the year 2002  (January-April 2002) of Thailand Trend Monitoring Project (TTMP), implemented according to TRF contract No.RDG 4510006. The report consists of 2 parts; the first is the Study and analysis on general situations and trends entitled: Knowledge society & Thailand’s stance on the global stage. And the second is the presentation of selected news gathered from mass media including books and electronic media during the first 4 months of the year 2002.

Some interesting findings from the study can be summarized as follow:

1.       The terms such as knowledge society, knowledge-society / economy, knowledge-based production and globalization are interrelated. They are driven by advanced technology, with information and communications technology as the backbone.

2.       There are 2 competing streams of globalization. The mainstream globalization, referred to simply as globalization, is led by corporations. Its goals are to liberalize trade and investments, lessen the state’s role, and create a unified free global market. Meanwhile, the underlying stream is led by people’s organizations and NGOs, which would later refer to itself as the global justice movement. Its goals are to create fair trade practices, endorse economic principles that centre on people and the environment, reduce inequalities, and tackle poverty.

3.       Developed and developing countries possess different levels of technological know-how. Issues here involve intellectual property and the migration of scientists and engineers from developing countries to developed countries, which further widens the technological gap between these countries. Developing countries therefore need to create their own strategies and action plans regarding technology.

4.       Four key reasons contributing to corporate-led globalization are: 1) growth of financial capital 2) revolutionizing of information technology 3) the activities of multilateral trade and financial organizations, namely World Bank, IMF, and WTO 4) military supremacy, intelligence, and covert operations, or the “hidden fist.”

5.       Multinational corporations are able to lead globalization due to: 1) size and economic influence 2) political influence 3) influence in ideology and management 4) cultural influence and knowledge 5) influence on access to information and communications technology.

6.       Significant effects of globalization are: 1) integration of countries in all aspects 2) global capitalism. There are nevertheless strong adverse effects from globalization, resulting in counteraction. Also, globalization is not a novelty, having previously occurred and fading away, and is therefore not an inescapable law of nature.

7.       Localization / Localism and Free Trade Area / Agreement are competitors to globalization which gained prominence when globalization met with opposition and faced difficulty progressing following the failed1999 year-end WTO meeting.

8.       The act of terrorism on 11 September 2001 and the ultra-rightist movements may be viewed as a violent counteraction to globalization, with terrorism originating in developing countries and ultra-rightist movements originating in developed countries. Both instances should prompt trade embargoes, racial and cultural mistrust, and the creation of more fortress-style regions or nations.

9.       The common stance of developed nations towards knowledge society and globalization are as follows: 1) support the Development Round / Doha Development Agenda negotiations 2) emphasize competition, innovation, and creativity 3) arrange lifetime learning opportunities through increased participation from the private business sector 4) increase cooperation between state and private business sector 5) eliminate social and cultural values that inhibit free trade 6) proactive strategies 7) support intellectual property. Nevertheless, differences in policy are evident between EU, US, and Japan.

10.   The Asia Pacific Economic Cooperation (APEC), led by US and Japan, was established to expedite globalization in the wake of collapsing communism.  With the waning of APEC following the decline of globalization, more and more APEC members are entering into bilateral free trade agreements with each other.

11.   Thailand’s stance is comprised of 3 elements, namely government, private businesses, and people’s organizations and NGOs including other power groups. The government’s stance is the principal stance.

12.   There were 2 points of note in the Thai government’s stance and policy during the cold war era: 1) oppose communism and support free trade and investment 2) regard US as a super ally and adopt a stance and policy in line with US. Support for free trade and investment intensified with the adoption of new liberalism and globalization. Due to the changing circumstances as well as the recommendations and urgings from various groups and organizations following the intense economic and financial crisis, the government adopted a stance and policy containing 3 key aspects: 1) stressing regionalism and bilateralism 2) dual track policy 3) operating proactively.

13.   The stance, strategy, and recommendations of private businesses are: 1) capacity building 2) economic restructuring, notably in manufacturing and commerce 3) the government’s stance should continue to be the principal stance, although the government needs to improve its stance as well as increase cooperation with the private business sector 4) the private business sector should adapt itself in terms of innovation, competition, trademarks, joining together for capacity building, and being interested in information management.

14.   Self sufficiency is a new recommendation which the NESDB has used as its guideline in drafting the 9th version of the national development plan. There are 4 areas to the stance of people’s organization and NGOs: 1) ideology 2) improving multilateral organizations 3) issues, such as the creation of fair trade practices 4) global governance.

15.   Our recommendations are: 1) Thailand should have a more independent stance and policy 2) develop broad based foreign stance and policy 3) stressing regionalism and cooperation with third world countries 4) Thailand should have a firm stance with regards to fair trade practices and sustainable development 5) develop a well thought out foreign stance and policy, instill basic knowledge in terms of international awareness, and, through training, ensure there is sufficient foreign policy staff.

 

Part 2:  Situations and trends between January and April 2002

Domestic

Economics: There are signs of recovery as a result of stimulation, financial management, marketing, and proactiveness by the government. However, vulnerability and volatility remain high.

Politics: There has been a succession of conflicts such as contention within the coalition parties and interference with the rights of the media domestically and abroad, which have manifested in the censure in May. Additionally, there are issues concerning the bureaucratic system reforms, which should cause a level of political alertness.

Social: The proliferation of drugs and vices remains unresolved despite enactment of the new social order and stricter penalties.

Foreign

The war against terrorism continues while the Israeli-Palestinian conflict intensifies, unsettling the stability of this significant oil exporting region. The US economy shows signs of recovery but is beset by trade deficit, unemployment and a decline in good governance. The ultra-rightist movement has reawakened in Western Europe, although it is still weak. Anti US-Israel sentiments are evident.

 


รายงานย่อสำหรับผู้บริหาร

สังคมความรู้และจุดยืนไทยบนเวทีโลก

------------------------

1. บทนำ: ภูมิทัศน์แห่งความเหมาะสมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

บนเวทีโลกปัจจุบัน อาจเปรียบเหมือนภูมิทัศน์แห่งความเหมาะสม (Fitness Landscape) กล่าวได้ว่าเป็นภูมิทัศน์อันลุ่มๆ ดอนๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ไกล มีความไม่แน่นอนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสูง ประชาชาติทั้งหลายโดยเฉพาะที่กำลังพัฒนาซึ่งย่างก้าวไปในภูมิทัศน์นี้ ต่างแข่งขันกันปีนป่ายขึ้นที่สูงเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ตามยุทธศาสตร์และนโยบายของตน แต่ว่าที่สูงอันเป็นที่มั่นหมายนั้นอาจไม่สูงเท่าที่คิด หรือกลับทรุดเตี้ยต่ำลงได้ โครงสร้าง ฉากหลัง และแรงขับเคลื่อนในภูมิทัศน์ดังกล่าว ประกอบด้วยความคิดและมโนภาพสำคัญ ได้แก่ 1) สังคม/เศรษฐกิจความรู้ 2) โลกาภิวัตน์ที่นำโดยบรรษัทข้ามชาติ 3) การเป็นแบบภูมิภาค (Localization) และเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) 4) ขบวนการยุติธรรมโลก กระแสขวาจัด และลัทธิก่อการร้าย

1.1 สังคม/เศรษฐกิจความรู้

เป็นมโนภาพสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการกระแสหลักและบรรษัทข้ามชาติในประเทศพัฒนาแล้วเสนอและผลักดันให้มีการยอมรับโดยทั่วไป สังคม/เศรษฐกิจความรู้ มีลักษณะเฉพาะหลายประการได้แก่

1) เป็นสังคม/เศรษฐกิจที่ใช้ความรู้หรือเทคโนโลยีระดับสูง โดยมีเทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสารเป็นกระดูกสันหลัง เทคโนโลยีระดับสูงอื่นได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพและพันธุวิศวกรรม เทคโนโลยีวัสดุชั้นสูงและนาโนเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ที่ “คิดได้” และเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของประเทศพัฒนาแล้ว และเท่ากับเป็นแบบอย่างให้ประเทศกำลังพัฒนาเดินรอยตาม ประเทศกำลังพัฒนาได้มีท่าทีต่อสังคม/เศรษฐกิจความรู้ 3 ประการด้วยกันได้แก่ ก) การไล่ทัน โดยพยายามพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตนให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทันประเทศพัฒนาแล้ว ข) การเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี และเรื่องอื่นๆ ค) การสร้างสังคม/เศรษฐกิจความรู้บนพื้นฐานของทุนทางปัญญา สังคมและสิ่งแวดล้อมของตน ซึ่งมีความหมายต่างกับที่ประเทศพัฒนาแล้วกำหนดขึ้น

การเสนอเรื่องสังคม/เศรษฐกิจความรู้นั้น มักทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าความรู้เท่ากับความมั่งคั่ง และสังคมความรู้เท่ากับสังคมมั่งคั่ง แต่ในทางปฏิบัติความรู้ที่สร้างขึ้นนั้น มักรับใช้ธุรกิจและการทหารมากกว่าเอื้อประโยชน์ต่อความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง เกิดความเหลื่อมล้ำ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินไป

2) การผลิตฐานความรู้ เป็นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีสูง สำหรับในทางอุตสาหกรรมนั้น มีปัญหาในด้านขยะสารพิษตกค้าง  และมลพิษอื่น ได้แก่ภาวะโลกร้อน เป็นต้น แต่ในทางการเกษตรอันเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความปลอดภัย ตลอดจนวิถีชีวิตของประชาชนนับพันล้านคนในประเทศโลกที่สามนั้น ปัญหาอาจใหญ่หลวงขึ้นไปอีก ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงเทคโนโลยีทางการทหาร

จากการผลิตฐานความรู้ ในสหรัฐ มีผู้สร้างทฤษฎีเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ขึ้น ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว 5 ประการได้แก่ ก) มีนวัตกรรมใหม่เสมอ ข) การเพิ่มผลผลิตสูง ค) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ง) วัฏจักรทางเศรษฐกิจซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและซบเซา หมดไป จ) สภาวะการว่างงานลดต่ำ แต่จากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐปี ค..2001 ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เป่าขึ้นโดยบริษัทไฮเทคแตกออก ทำให้ความน่าเชื่อของทฤษฎีนี้ลดลง มีการชี้ให้เห็นว่า “โลว์เทค” และเทคโนโลยีที่เหมาะสมก็เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบด้วย

3) ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ละคนงานความรู้ (Knowledge Worker) ความรู้อันเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางความรู้เพื่อรับใช้การผลิต สร้างเป็นทุนทางปัญญา เกิดเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจำต้องมีการคุ้มครองอย่างเข้มงวด การลงทุนทางความรู้ที่สำคัญอย่างหนึ่งอยู่ที่การปฏิรูปทางการศึกษาเพิ่มการลงทุนทางการวิจัย และการจัดการความรู้ สร้างคนงานความรู้ขึ้น ซึ่งเป็นคนงานที่มีและใช้ความรู้สูงและสามารถสร้างความรู้ขึ้นได้ บางคนเรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติงาน (Cadre) ประกอบเป็นนักวิชาชีพกลาง-สูง และผู้จัดการระดับกลางมีราวร้อยละ 10 ของประชากรโลก แต่ในสหรัฐมีจำนวนสูงถึงระหว่างร้อยละ 30-35 ของครัวเรือนทั้งหมด ทั้งนี้ตามประมาณการของนักวิจัยอาวุโสของสหรัฐ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ ซึ่งมีผลทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง สินค้าสหรัฐราคาแพงขายแข่งในตลาดโลกลำบาก

อนึ่ง การสร้างความรู้เพื่อเพิ่มผลผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันที่กระทำกันทั่วไปนั้น มักไม่ได้เปลี่ยนตำแหน่งของผู้แข่งขันมากนัก ที่ร้ายกว่านั้นก่อให้เกิดการแข่งขันไปสู่เบื้องต่ำ (Race to the Bottom) ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีแบบแผนดังนี้ (1) เริ่มจากธนาคารโลกแนะนำให้ประเทศกำลังพัฒนาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเป็นเน้นการส่งออก (2) เมื่อประเทศกำลังพัฒนาหันมาส่งเสริมการส่งออก ซึ่งจำนวนมากเป็นสินค้าการเกษตร ก่อให้เกิดการแข่งขันตัดราคากันเอง (3) ทรัพยากรจากประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งไปประเทศพัฒนาแล้วมีราคาถูกลง (4) ประเทศกำลังพัฒนายิ่งต้องเร่งการส่งออกให้มากขึ้นด้วยการลดราคาสินค้าของตน กดค่าแรง นำสิ่งแวดล้อมธรรมชาติมาใช้ในราคาถูก เพื่อหาเงินมาชำระหนี้จากการพัฒนาการส่งออกและอื่นๆ (5) รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาใช้จ่ายน้อยลง ลดการบริโภค เลิกหรือแก้ไขกฎระเบียบทางการเงินเพื่อเปิดให้มีการลงทุนมากขึ้น (6) ในที่สุดจะเกิดสิ่งเหล่านี้คือค่าแรงลดต่ำลง การไหลของเงินทุนไม่แน่นอน สัญญาณแห่งการแข่งขันปรากฏชัด (7) ประเทศกำลังพัฒนาถูกสอนให้ทำค่าเงินของตนให้มีเสถียรภาพเช่นเทียบค่าเงินของตนกับเงินดอลลาร์ (8) เมื่อเกิดปัญหาถึงขั้นจะวิกฤติเช่นการส่งออกลดลง หนี้สินสูงลิ่วและค่าเงินสูงเกินไป นักลงทุนต่างประเทศก็จะถอนเงินของตนกลับทันที อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้นพังทลายได้ เช่นกรณีวิกฤติเศรษฐกิจ-การเงินเอเชียในปี พ..2540-42 ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา และส่งผลกระทบไปทั่วโลก

4) ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นแกนกลางของสังคมความรู้ ซึ่งถ้าหากไม่ทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งที่ถือครองเป็นเจ้าของ มีการจดสิทธิบัตรได้แล้ว สังคมความรู้ที่รู้จักกันก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ประเทศพัฒนาแล้วถือข้อตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าเป็นเสาหลักขององค์การการค้าโลก ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่าข้อตกลงนี้เป็นการจำกัดเสรีภาพในการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีและเรียกร้องให้มีการผ่อนปรนเรื่องสิทธิบัตร เช่นเกี่ยวกับยารักษาโรค การคัดค้านการจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต และการผลักดันให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยตรง

1.2 โลกาภิวัตน์ที่นำโดยบรรษัทข้ามชาติ (Corporate-led Globalization)

ป็นกระแสโลกาภิวัตน์หลัก เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยสำคัญ 4 ประการได้แก่ 1) การพัฒนาของระบบทุนนิยม เกิดการเติบใหญ่ของทุนการเงิน ซึ่งส่งทุนออกไปลงในที่ต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตที่ให้กำไรสูง จำต้องทำลายกำแพงทางพรมแดนที่ขัดขวางการเคลื่อนย้ายของเงินทุนและการค้า 2) การปฏิวัติทางเทคโนโลยี ซึ่งมีเทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสารเป็นแกน 3) การเกิดขึ้นและการปฏิบัติงานขององค์การพหุภาคีทางการเงิน การลงทุนและการค้าได้แก่ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลก 4) แสนยานุภาพทางทหาร การข่าวกรอง และปฏิบัติการลับและกึ่งปิดลับที่เรียกว่าเป็นกำปั้นที่ซ่อนไว้ (Hidden Fist)

โลกาภิวัตน์กล่าวได้ว่ามีอยู่ 4 ด้านได้แก่ การเงิน การค้า ทรัพย์สินทางปัญญา และแรงงาน ซึ่งในทุกด้านก่อความเสียเปรียบแก่ประเทศกำลังพัฒนาและแรงงานทั่วโลก เช่น การเงินที่ถูกบีบให้เปิดเสรี ซึ่งนำความหายนะแก่เศรษฐกิจได้ การค้าที่องค์การออกซ์แฟมของอังกฤษเห็นว่าไม่เป็นธรรม ทรัพย์สินทางปัญญาที่เพิ่มการผูกขาด และแรงงานที่ถูกกดค่าจ้าง

การที่บรรษัทข้ามชาติซึ่งจ้างงานคนงานไม่มาก สามารถนำกระบวนโลกาภิวัตน์ได้ เนื่องจาก (1) มีขนาดและอำนาจในการควบคุมทางเศรษฐกิจสูง (2) มีอำนาจทางการเมืองหรือในรัฐบาลสูง (3) มีอำนาจทางอุดมการณ์และการจัดการ (4) มีอำนาจในการครอบงำทางวัฒนธรรรมและความรู้ข่าวสาร ที่สำคัญได้แก่ การสร้างวัฒนธรรมบริโภคนิยม การนำพาผู้คนไปสนใจในเรื่องที่ไม่สำคัญ และ การปิดกั้นแนวคิดที่เป็นอันตรายแก่ตน (5) อำนาจในการเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสาร

ผลกระทบของกระบวนโลกาภิวัตน์ที่สำคัญได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบทุนนิยม และการเร่งการเติบโตทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ต่อโฉมหน้าทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และสังคม รวมไปถึงวัฒนธรรมและชีวิตทางการงาน มีการสร้างสังคมเครือข่าย เป็นต้น ซึ่งอาจกล่าวจำแนกได้เป็น 2 ประการได้แก่ (1) การบูรณาการประเทศต่างๆในโลกเข้าด้วยกันอย่างทั่วด้าน (2) ทำให้ระบบโลกกลายเป็นแบบทุนนิยม

มีผู้เห็นว่าควรสนใจผลกระทบของกระบวนโลกาภิวัตน์ อันได้แก่ (1) การทำให้อำนาจรัฐอ่อนแอลง โดยไม่มีสถาบันอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน (2) การบูรณาการทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันเป็นตลาดโลกเดียว ก่อให้เกิดการเสี่ยงสำคัญได้แก่ ก) การติดเชื้อวิกฤติเศรษฐกิจ ข) ระบบการเงินโลกไม่มั่นคง ค) การขูดรีดแรงงานและธรรมชาติสูง ง) ส่งผลกระทบความเป็นปรกติสุข (3) ความไม่มั่นคงทางนิเวศ

กระบวนโลกาภิวัตน์ไม่ใช่กฎธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จำต้องเป็น หลีกเลี่ยงและขัดขวางไม่ได้ โลกาภิวัตน์ยังมิได้เป็นสิ่งใหม่ หากได้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่สลายตัวไปเนื่องจากสงครามโลก 2 ครั้ง และความพินาศของกระบวนโลกาภิวัตน์นี้ก็มีความเป็นไปได้

1.3 การเป็นแบบภูมิภาค (Localization) และเขตการค้าเสรี (Free Trade Area)

มีนักวิชาการบางท่านเช่นเคนเนธ เอ็น. วอลท์ซ เห็นว่ามีการสร้างเรื่องเล่า (Myth) ที่ไม่จริงเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์หลายเรื่อง เช่น โลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดการพึ่งพากันและเป็นแบบทั้งโลก ซึ่งความจริงนั้นมีแนวโน้มก่อให้เกิดเขตเศรษฐกิจใหญ่ เช่นสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น หรือการกล่าวว่าการบูรณาการทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ทำให้ราคา ผลผลิต ค่าจ้างแรงงาน ความมั่งคั่ง และอัตราดอกเบี้ยคล้ายกันทั่วโลก แต่ความจริงมีความแตกต่างกันมาก ทั้งระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา และระหว่างประเทศพัฒนาแล้วด้วยกัน นอกจากนี้ โลกาภิวัตน์ยังไม่ได้ทำให้อำนาจรัฐลดลงอย่างที่กล่าวกัน

ความอ่อนแอของระบบตลาดเสรีโลก ยังเป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระแสโลกาภิวัตน์อ่อนตัว และเกิดกระบวนการภูมิภาคนิยม และเขตการค้าเสรีขึ้น ปรากฏการณ์ซึ่งแสดงความอ่อนแอของระบบตลาดเสรีโลกได้แก่ 1) การเกิดวิกฤติการเงินหลายระลอก 2) องค์การพหุภาคีที่ดูแลทางด้านเงินทุนและตลาดโลกเกิดความรวนเร ไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม 3) ภาวการณ์การค้าโลกในปี 2544 หดตัวลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในระยะใกล้ 4) มีการแทรกแซงระบบตลาดอย่างหนัก เมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ 5) เกิดปรากฏการณ์การกีดกันทางการค้าสูง 6) เศรษฐกิจใต้ดินมีขนาดใหญ่ขึ้น

1.4 ขบวนการยุติธรรมโลก กลุ่มขวาจัด การก่อการร้าย

โลกาภิวัตน์ที่ทิ้งคนจำนวนมากไว้เบื้องหลัง ได้ก่อให้เกิดแรงต่อต้าน ซึ่งมีที่สำคัญ 3 กลุ่มได้แก่

1) ขบวนการยุติธรรมโลก (Global Justice Movement) ซึ่งได้เคลื่อนไหวอย่างคึกคักทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาจำนวนหนึ่ง ขบวนการนี้ได้ประสบชัยชนะที่สำคัญได้แก่ (1) กดดันให้ประเทศพัฒนาแล้วยอมให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงสิทธิการผลิตยารักษาเอดส์ ในการประชุมองค์การการค้าโลกที่เมืองโดฮา (2) การเคลื่อนไหวทำให้ความตกลงหลายฝ่ายว่าด้วยการลงทุน (Multilateral Agreement of Investment – MAI) ล้มเหลว (3) กดดันให้ประเทศมั่งคั่งยอมลดหนี้สินให้แก่ประเทศที่ยากจนที่สุด (4) กดดันให้บรรษัทข้ามชาติจำนวนหนึ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในบางด้าน (5) กดดันให้ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ ต้องปรับเปลี่ยนมาตรการบางอย่าง (6) กดดันให้มีการพิจารณาจัดเก็บภาษีเงินได้ที่เคลื่อนไหวข้ามชาติ (Tobin Tax) ขบวนการยุติธรรมโลกต้องเผชิญกับแรงต้าน การวิจารณ์ และการแย่งชิงการนำอย่างหนักหน่วง

2) ขบวนการขวาจัด ก่อตัวเข้มแข็งในประเทศพัฒนาแล้ว คัดค้านกระบวนโลกาภิวัตน์โดยมีทัศนะแบบชาตินิยม ผสมลัทธิเชื้อชาติ และมีลักษณะถือตะวันตกเป็นศูนย์ ในยุโรปตะวันตก ต่อต้านการรวมกันเป็นสหภาพยุโรป คัดค้านแนวคิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งได้แย่งชิงความสนับสนุนโดยเฉพาะจากขบวนการแรงงานจากกระบวนการยุติธรรมโลกได้ในระดับหนึ่ง

3) ลัทธิก่อการร้าย รัฐที่ล้มเหลวและรัฐที่เกเร สามประการนี้ดูเป็นผลประการหนึ่งของกระบวนการโลกาภิวัตน์ นั่นคือก่อให้เกิดความยากจน ความไม่สงบ ความอ่อนแอของรัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนา และการถูกทำให้อยู่ชายขอบมากขึ้น จนหลายรัฐกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว รัฐบาลกลางอ่อนแอ บางรัฐผนึกกำลังต่อต้าน เช่นอิหร่าน อิรัก เกาหลีเหนือ กลายเป็นรัฐที่เกเร และมีองค์การจำนวนหนึ่งหันไปใช้วิธีการก่อการร้าย ลัทธิก่อการร้ายได้กลายเป็นเหตุไม่คาดคิดที่อาจก่อผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งได้ สหรัฐซึ่งวางบทบาทตนเองเป็นตำรวจโลก แสดงเจตนารมณ์ว่าจะต่อสู้กับปรากฏการณ์ทั้งสามด้วยความรุนแรง

2. จุดยืนไทยบนเวทีโลก: จะแสดงบทบาทอย่างไรดี

2.1 การเคลื่อนไหวและผู้แสดงสำคัญบนเวทีโลก

การเคลื่อนไหวของผู้แสดงสำคัญที่น่าจับตาได้แก่

1) การเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแกนของสังคม/เศรษฐกิจความรู้ของโลก กลุ่มนี้มีจุดยืนทางเศรษฐกิจ-สังคม-การเมืองร่วมกันที่สำคัญคือ (1) เน้นการแข่งขัน นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ (2) จัดการศึกษาให้เป็นแบบตลอดชีวิต ให้เอกชนมีบทบาทในการศึกษามากขึ้น (3) ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันใกล้ชิดขึ้น (4) ขจัดค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรี (5) มียุทธศาสตร์เชิงรุก และ (6) สนับสนุนทรัพย์สินทางปัญญา แต่ก็มีจุดต่างบางประการที่สำคัญคือ กลุ่มสหภาพยุโรปเป็นกลุ่มแรกที่รวมตัวสร้างเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่เป็นครั้งแรก สร้าง “ป้อมปราการยุโรป” ขึ้น ทำให้สหรัฐและญี่ปุ่นเปลี่ยนนโยบายเป็นการทำข้อตกลงการค้าเสรีทั้งในระดับพหุภาคี ระดับภูมิภาค และทวิภาคี

2) การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 4 ขององค์การการค้าโลก จัดขึ้นที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ในเดือนพฤศจิกายน 2544 ซึ่งผลักดันโดยกลุ่ม 4 ประเทศได้แก่สหภาพยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่นและแคนาดา จนทำให้มีมติการเจรจารอบการพัฒนาเป็นผลสำเร็จ การเจรจารอบการพัฒนานี้จะเป็นแกนการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการค้าการลงทุนของโลกในระยะใกล้นี้ แต่คาดหมายว่าจะไม่สำเร็จทันในวันที่ 1 มกราคม 2005

3) องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก จัดตั้งในพ..2532 โดยมีสหรัฐ-ญี่ปุ่นเป็นแกนนำ เสริมด้วยออสเตรเลีย-แคนาดา มีจุดประสงค์เพื่อเร่งฝีก้าวในการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนขึ้น องค์การนี้ถูกตรวจสอบวิจารณ์ว่ามีจุดอ่อนและกระทำผิดพลาดทางยุทธศาสตร์หลายประการ จุดอ่อนได้แก่กำหนดให้เอเปกเป็นระบบภูมิภาคแบบเปิด (Open Regionalism) หมายถึงว่าประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกก็สามารถได้ประโยชน์จากการแก้ระเบียบต่างๆของกลุ่มนี้ได้ การผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญได้แก่ (1) การกำหนดแผนปฏิบัติการรายสมาชิก ซึ่งยากที่จะปฏิบัติได้ เนื่องจากรัฐบาลต้องปฏิบัติตามแรงกดดันทางการเมืองด้วย ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจประการเดียว (2) การเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจ ซึ่งกำหนดไว้ 15 สาขา และให้เริ่มทำก่อนใน 9 สาขา ซึ่งยากที่จะสำเร็จ เนื่องจากการเปิดเสรีเหล่านี้ ก่อผลกระทบอันซับซ้อนในองค์การ จนกระทั่งกลบความสนใจที่จะปรับปรุงแก้ไขภายในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ ความคิดเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจ 9 สาขานี้เกิดจากความสำเร็จจากการเปิดเสรีล่วงหน้าตามข้อตกลงเทคโนโลยีข่าวสาร (Information Technology Agreement – ITA) ซึ่งต่อมาองค์การการค้าโลกนำไปปฏิบัติ ทำให้อัตราภาษีเกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ลดลงมาก แต่ความสำเร็จของ ITA ไม่ได้หมายความว่าจะทำสำเร็จในสาขาอื่น และผู้วิจารณ์เห็นว่าเอเปกยังไม่มีความพร้อมที่จะเปิดเสรีล่วงหน้า 9 สาขาดังกล่าว (3) เร่งการเปิดเสรีทางการค้าโดยผลักดันให้บางส่วนของระเบียบวาระเอเปก เข้าสู่การประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลกในปลายเดือนธันวาคม 2542 ซึ่งล้มเหลวอย่างแรง ผู้วิจารณ์กล่าวว่า การกระทำเช่นนี้ เป็นเหมือนการเดินทางลัดเพื่อควบคุมโลกซึ่งย่อมล้มเหลว เพราะว่าการเปิดเสรีโดยการเจรจาหลายฝ่ายเป็นกระบวนการที่ยากลำบาก

เมื่อถึงปี พ..2543 ประเทศสมาชิกกลุ่มเอเปก ดูจะหันไปใช้กลยุทธ์ใหม่ ได้แก่การเปิดเสรีโดยผ่านการตกลงทวิภาคีหรือการตกลงในระดับภูมิภาคย่อย

2.2 จุดยืนประเทศไทยจาก 3 ภาคหลัก

1) จุดยืนของทางการรัฐบาลไทย นับตั้งแต่สงครามเย็น (..2500) มีแบบแผนทั่วไปได้แก่ (1) สังกัดฝ่ายโลกเสรีที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ ต่อต้านระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ (2) สนับสนุนการค้าและการลงทุนเสรี (3) การลดบทบาททางเศรษฐกิจของภาครัฐและให้ภาคธุรกิจเอกชนมีบทบาทมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงทางสถานการณ์เศรษฐกิจ-การเมือง ได้แก่ (1) เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (2) การสิ้นสุดของสงครามเวียดนาม (..2518) (3) การขยายตัวของลัทธิเสรีนิยมใหม่ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 (..2523 เป็นต้นไป) (4) การเข้าร่วมกับกระแสโลกาภิวัตน์ในทศวรรษ 1990 (ตั้งแต่ พ..2533) เป็นต้นไป เริ่มด้วยการเข้าร่วมองค์การเอเปกในปี พ.. 2532 ทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนที่เป็นตัวเองมากขึ้นทางการเมือง เปิดการคบค้ากับประเทศจีนและเพื่อนบ้านทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตกมากขึ้น และฝีก้าวที่สนับสนุนการค้าและการลงทุนเสรี การลดบทบาททางเศรษฐกิจภาครัฐมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น กระทำอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น (5) วิกฤติเศรษฐกิจ-การเงินของประเทศในปี 2540 ก่อให้เกิดข้อเสนอและการทบทวนกระบวนโลกาภิวัตน์และการเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง

จุดยืนและนโยบายต่างประเทศของทางการรัฐบาลไทยปัจจุบันอาจสรุปได้ดังนี้ (1) ยึดมั่นในเรื่องตลาดเสรี แต่มีความระมัดระวังมากขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจที่พึ่งกระแสทุนของโลก (2) นโยบายทวิวิถี เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าภายในประเทศและส่งเสริมการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศควบคู่กันไป (3) การให้ความสำคัญแก่เศรษฐกิจสมัยใหม่ รวมทั้งแนวคิดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศ ศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน (4) จุดยืนในการสร้างความร่วมมือในภูมิภาค (5) ความพยายามที่จะแสดงบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ (6) การปรับปรุงปฏิบัติการทางการทูตให้เป็นแบบเชิงรุกและเป็นเอกภาพขึ้น

2) จุดยืนของภาคธุรกิจเอกชนต่อเศรษฐกิจ/สังคมความรู้เศรษฐกิจใหม่ และโลกาภิวัตน์ อาจสรุปได้ดังนี้ (1) ควรสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมีการจำแนก (2) ปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เข้าสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างมีจังหวะก้าว จัดทำกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการปรับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมให้พ้นจากสภาพถูกบีบระหว่างการผลิตสินค้าระดับล่างและสินค้าระดับบน (3) ภาครัฐควรจะได้มีบทบาทนำและร่วมมือกับภาคเอกชนใกล้ชิดยิ่งขึ้น (4) ภาคธุรกิจเอกชนควรเตรียมพร้อมในด้านการปรับตัวโดยคำนึงถึงคุณภาพ ตลาดภายใน ตลาดเฉพาะ การสร้างเครื่องหมายการค้า การรวมตัวกันเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การคำนึงถึงการแข่งขันในตลาดโลกอยู่ตลอดเวลา การสนใจบริหารข้อมูลมากกว่าบริหารทรัพย์สิน (5) ควรให้ความสนใจแก่เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีการเกษตร-เทคโนโลยีชีวภาพ

3. ข้อเสนอใหม่และจุดยืนของเอ็นจีโอ หลังวิกฤติเศรษฐกิจ-การเงิน พ..2543 มีข้อเสนอที่แสดงจุดยืนและนโยบายชาติจำนวนมาก บ้างรื้อฟื้นจากข้อเสนอเดิม บ้างปรับปรุงขึ้นใหม่ เช่นเศรษฐกิจวัฒนธรรม เศรษฐกิจพึ่งตนเอง ชุมชนาธิปไตย ในนี้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนับได้ว่าโดดเด่นที่สุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำไปเป็นความคิดชี้นำของแผนพัฒนาฉบับที่ 9 (..2545-2549)

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีแก่นสาระที่เป็นทางสายกลางทางเศรษฐกิจ ไม่เอียงไปสุดโต่งข้างลัทธิติดยึดตลาดหรือด้านการวางแผนจากส่วนกลาง มีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่างได้แก่ (1) เศรษฐกิจทวิวิถี ด้านหนึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ก้าวให้ทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ อีกด้านหนึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีระบบภูมิคุ้มกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในประเทศ (2) การเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติในมีความสำนึกในคุณธรรม พิจารณาแล้วน่าจะเป็นวิถีเศรษฐกิจที่เหมาะสมในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม แต่ยังมีรายละเอียดในการกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย มาตรการและแผนปฏิบัติการ

จุดยืนขององค์การประชาชนและเอ็นจีโอมีอยู่ 4 กลุ่มได้แก่ (1) กลุ่มว่าด้วยอุดมการณ์ ต้องการเสนออุดมการณ์ทางเลือกเพื่อแข่งขันหรือแทนที่อุดมการณ์ตลาดเสรีแบบทุนนิยม (2) กลุ่มว่าด้วยองค์กรและการปรับปรุงองค์กร เห็นควรจะปรับปรุงหรือล้มเลิกองค์การพหุภาคีได้แก่ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลก (3) กลุ่มว่าด้วยประเด็นปัญหาได้แก่การแก้ปัญหาความยากจนและช่องว่างในสังคม การทำการค้าให้เป็นธรรม (4) กลุ่มว่าด้วยการปกครองโลก เช่นปฏิรูปองค์การสหประชาชาติให้เป็นประชาธิปไตยขึ้น

3. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

สถานการณ์และแนวโน้มทั่วไป มีดังนี้ (1) เกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างมากในระบบโลกที่เป็นแบบทุนนิยมซึ่งมีสหรัฐเป็นศูนย์กลางหลัก โดยภายในกลุ่มศูนย์กลางเองมีการแข่งขันชิงอำนาจ และมีความขัดแย้งอย่างสูงระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบ เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในบริเวณชายขอบต่อเนื่องกัน สงครามกลางเมืองและการก่อการร้ายปรากฏกว้างขวาง (2) นโยบายทำประเทศให้ทันสมัยและพยายามถ่วงดุลประเทศมหาอำนาจ ซึ่งใช้ได้ผลในสมัยอาณานิคม อาจใช้ไม่ได้ผลในโลกยุคหลังสงครามเย็น (3) การมีผู้แสดงบนเวทีโลกที่หลากหลายขึ้น และกระแสโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนโลกอ่อนตัวลง เกิดกระแสการตกลงแบบทวิภาคี และการเป็นแบบภูมิภาคนิยมมากขึ้น

ข้อเสนอแนะ (1) ควรมีจุดยืนและนโยบายที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น (2) ควรมีจุดยืนและนโยบายต่างประเทศที่มีฐานภายในอันกว้างขวาง (3) ควรให้ความสำคัญระดับทวิภาคีและภูมิภาค และร่วมกับประเทศในโลกที่สามมากขึ้น (4) ควรมีจุดยืนที่มั่นคงเกี่ยวกับการค้าการลงทุนที่เป็นธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (5) ควรสร้างจุดยืนและนโยบายต่างประเทศด้วยความรอบคอบ มีโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ และมีผู้ปฏิบัติงานที่พอเพียง

ความมั่นคงของชาติไม่ได้อยู่ที่ความมั่นคงชายแดนเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากพรมแดนได้ถูกลดความสำคัญลงโดยกระบวนโลกาภิวัตน์ ความมั่นคงของชาติได้เพิ่มมิติไปสู่ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมือง ความมั่นคงทางการเงิน ความมั่นคงของชุมชนและครอบครัว กระบวนโลกาภิวัตน์นั้นหากจัดการไม่ดีย่อมส่งผลกระทบอย่างสูงต่อความมั่นคงเหล่านี้ บนเวทีโลกที่มีอันตรายและความไม่แน่นอนสูงขึ้น เดิมพันของประเทศบางครั้งขึ้นอยู่กับจุดยืนและนโยบายบนเวทีโลกนี้เอง


 

 

 

 

รายงานส่วนที่ 1

 

 

 

การวิเคราะห์ สังเคราะห์

สถานการณ์และแนวโน้มประเทศไทย

 

 

เรื่อง

 

 

สังคมความรู้และจุดยืนไทยบนเวทีโลก

 

 

 

 

โดย

 

 

 

โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP)

 

สนับสนุนโดย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

 


สังคมความรู้และจุดยืนไทยบนเวทีโลก

---------------------

1. บทนำ: ภูมิทัศน์แห่งความเหมาะสมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

บนเวทีโลกปัจจุบัน อาจเปรียบเหมือนภูมิทัศน์แห่งความเหมาะสม (Fitness Landscape) กล่าวได้ว่าเป็นภูมิทัศน์อันลุ่มๆ ดอนๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ไกล มีความไม่แน่นอนเนื่องจาการเปลี่ยนแปลงสูง ประชาชาติทั้งหลายโดยเฉพาะที่กำลังพัฒนาซึ่งย่างก้าวไปในภูมิทัศน์นี้ ต่างแข่งขันกันปีนป่ายขึ้นที่สูงเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ตามยุทธศาสตร์และนโยบายของตน แต่ว่าที่สูงอันเป็นที่มั่นหมายนั้นอาจไม่สูงเท่าที่คิด หรือกลับทรุดเตี้ยต่ำลงได้ โครงสร้าง ฉากหลัง และแรงขับเคลื่อนในภูมิทัศน์ดังกล่าว ประกอบด้วยความคิดและมโนภาพสำคัญ ได้แก่ 1) สังคม/เศรษฐกิจความรู้ 2) โลกาภิวัตน์ที่นำโดยบรรษัทข้ามชาติ 3) การเป็นแบบภูมิภาค (Localization) และเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) 4) ขบวนการยุติธรรมโลก กระแสขวาจัด และลัทธิก่อการร้าย กล่าวโดยทั่วไปภูมิทัศน์แห่งความเหมาะสมนี้ ออกแบบโดยประเทศพัฒนาแล้ว โดยที่ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมน้อย

1.1 สังคม/เศรษฐกิจความรู้ (Knowledge Society/Economy)

บางทีเรียกว่า สังคม/เศรษฐกิจฐานความรู้ เป็นมโนภาพสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการและบรรษัทข้ามชาติในประเทศพัฒนาแล้ว เสนอและผลักดันให้มีการยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมทั้งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แนวคิดสังคมความรู้เป็นการบรรยายสภาวะและแนวโน้มของสังคมทุนนิยม ที่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างสูง จนกระทั่งล่วงพ้นสังคมอุตสาหกรรมโรงงานแบบเดิม ซึ่งบางทีเรียกชื่อว่ายุคหลังอุตสาหกรรม (Post-Industrialism) หรือพ้นจากยุคทุนนิยมเดิม ที่เน้นการผลิตซ้ำแบบจำนวนมาก ซึ่งบางทีเรียกว่ายุคหลังทุนนิยม (Post Capitalism) โดยก้าวสู่สังคมยุคข่าวสารและความรู้ อันมีลักษณะเฉพาะหลายประการดังต่อไปนี้

ลักษณะเฉพาะของสังคมยุคข่าวสารและความรู้ ได้แก่

1) เป็นสังคม/เศรษฐกิจที่ใช้ความรู้หรือเทคโนโลยีในระดับสูง

สังคม/เศรษฐกิจความรู้นี้ ต่างกับสังคมสมัยก่อนที่ก็ใช้ความรู้เช่นกันแต่เป็นความรู้หรือเทคโนโลยีที่อยู่ในระดับต่ำกว่า เช่นการเกษตรแบบดั้งเดิม หรือเกษตรธรรมชาติ แม้แต่ความรู้หรือเทคโนโลยีในยุคเริ่มต้นของอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องจักรไอน้ำหรือเครื่องยนต์สันดาปภายใน ก็ยังถือว่าเป็นเทคโนโลยีในระดับต่ำ ความรู้หรือเทคโนโลยีระดับสูงที่เป็นกระดูกสันหลังในสังคม/เศรษฐกิจความรู้ ได้แก่ เทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสารที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในระยะ 30 ปีที่ผ่านมานี้ และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตในอัตราสูงต่อไป และกล่าวได้ว่าแนวคิดเรื่องสังคม/เศรษฐกิจความรู้ เพิ่งมีการเสนอขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวนั่นเอง เทคโนโลยีระดับสูงอื่นได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ และพันธุวิศวกรรม ซึ่งใช้มากในด้านการเกษตร และด้านการแพทย์ เทคโนโลยีวัสดุชั้นสูงและนาโนเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ที่ “คิด” ได้ และเทคโนโลยี/ธุรกิจอวกาศ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ก็สัมพันธ์และส่งเสริมกับเทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสารด้วย นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงเทคโนโลยีเกี่ยวกับเลเซอร์ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง

เมื่อพิจารณาระดับของความรู้และเทคโนโลยีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าสังคม/เศรษฐกิจความรู้นั้น หมายถึงสังคม/เศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้ว มีสหรัฐ ญี่ปุ่น เยอรมนี เป็นต้น ซึ่งมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับสูง สำหรับประเทศกำลังพัฒนานั้น โดยทั่วไปสังคม/เศรษฐกิจอยู่ในระดับสังคมเกษตร หรือสังคมกึ่งอุตสาหกรรม หรือสังคมอุตสาหกรรมตอนต้น ตามสภาพของแต่ละประเทศ

ดังนั้น กล่าวสำหรับประเทศกำลังพัฒนา มโนภาพสังคม/เศรษฐกิจความรู้ น่าจะก่อให้เกิดท่าทีที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

) การไล่ทัน หรือการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศตนไปอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้ก้าวทันประเทศพัฒนาแล้วอย่างน้อยในบางสาขา ประเทศขนาดใหญ่มีประชากรมากมีพื้นฐานทางเทคโนโลยีพอสมควร เช่นประเทศจีน อาจประสบความสำเร็จในการทำเช่นนี้ได้ ประเทศเล็กบางประเทศเช่นมาเลเซียซึ่งมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจไปมาก ก็อาจกระทำได้ในบางด้าน แต่ในระยะยาวแล้วก็ไม่ใช่ง่าย

) การเรียกร้องให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยี หรือการคิดค่าสิทธิบัตรจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างเหมาะสม และเป็นธรรม

) การสร้างสังคม/เศรษฐกิจความรู้ บนพื้นฐานทุนทางปัญญา สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสังคม/เศรษฐกิจความรู้นี้จะมีความหมายต่างกับที่ประเทศพัฒนาแล้วกำหนดขึ้น และคงจะมีความหลากหลาย มีความน่าจะเป็นจริงสำหรับประเทศกำลังพัฒนาได้มากกว่า แต่การปฏิบัติไม่ใช่ง่าย เนื่องจากความจำกัดหลายด้านและที่สำคัญก็คือการแข่งขันและการแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจพัฒนาแล้ว ที่มักต้องการให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เดินตามติดไป มากกว่าต้องการให้แสวงหาทางเดินอันเหมาะสมสำหรับตน

อนึ่ง แม้ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่นในสหรัฐ ก็มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย เห็นว่าการวิจัยพื้นฐานยังไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง มีข้อเท็จจริงและมีผู้เสนอในที่ต่างๆว่าการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยและพัฒนานั้น มีแนวโน้มที่จะรับใช้ธุรกิจและการทหารมากกว่า ในการประชุมว่าด้วยการวิจัยพื้นฐานเพื่อสนองความประสงค์ของสาธารณะ (Conference on Basic Research in the Service of Public Objectives) เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.. 2000 สนับสนุนโดยมูลนิธิเดวิดและลูซิล แพการ์ด และมูลนิธิอัลเฟรด พี. สโลน ในสหรัฐ มีการเสนอรายงานชี้ว่า กระทรวงพลังงานแห่งชาติสหรัฐ (US Department of Energy) ใช้เงินปีละหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อวิจัยเกี่ยวกับการจัดการกากนิวเคลียร์ และในเรื่องการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในบริเวณที่เกิดการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสี แต่ไม่ได้ใช้เงินอุดหนุนที่พอเพียง สำหรับโครงการวิจัยระยะยาว เพื่อพัฒนาการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และหาแหล่งพลังงานใหม่ที่มีความยั่งยืนและยอมรับได้ทางนิเวศวิทยา การประชุมนี้ได้ยกกรณี 3 เรื่อง ที่แสดงว่าการวิจัยพื้นฐานสนองความต้องการของสังคม ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพของการศึกษาสาธารณะ การแสวงหาแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนและยอมรับได้ทางนิเวศวิทยา และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศโลก บางคนเรียกการวิจัยเพื่อสาธารณประโยชน์นี้ว่า วิทยาศาสตร์แบบเจฟเฟอร์สัน (Jeffersonian Science) เป็นการวิจัยพื้นฐานโดยยึดประโยชน์ใช้สอยเป็นจุดเริ่มต้น (Use-Inspired Research) เป็นการใช้การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาของสังคม

จากการเคลื่อนไหวเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าสังคม/เศรษฐกิจความรู้ ควรจะมีมิติอื่นนอกเหนือจากประสิทธิภาพการผลิต ความสามารถในการแข่งขันและความมั่งคั่ง

นิตยสารดิ อิโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม 1999 ซึ่งทำเป็นฉบับพิเศษฉลองพันปี เกี่ยวกับกลุ่มประเทศตะวันตกและโลก ตั้งแต่ 1 มกราคม ค..1000 ถึง 31 ธันวาคม ค..1999 แสดงให้เห็นว่าความมั่งคั่งของยุโรปเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในทศวรรษ 1820 รายได้ของชาวยุโรปตะวันตกตกเพียงพันกว่าดอลลาร์ต่อหัว แต่ในสิ้นปี 1999 รายได้นี้พุ่งสูงเกือบ 2 หมื่นดอลลาร์ (คิดที่ราคาค..1990) ความมั่งคั่งที่พุ่งปรูดขึ้นเช่นนั้น มีเหตุปัจจัยสำคัญจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากตัวอย่างของประเทศในยุโรปตะวันตก ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าความรู้เท่ากับความมั่งคั่ง และสังคมความรู้เท่ากับสังคมมั่งคั่ง แต่มีข้อเท็จจริงหนึ่งก็คือ ความรู้และความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นนั้น เกิดพร้อมกับการใช้พลังงานอย่างมากมหาศาลด้วย นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ซึ่งเป็นการขยายตลาดในการดูดซับความมั่งคั่งจากประเทศที่อยู่ชายขอบ สิ่งที่ตามมาก็คือทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้จนพินาศ คนกว่าครึ่งโลกตกอยู่ในความยากจน และเทคโนโลยีระดับสูงก็ดูจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ เทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสารที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ก็ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิตอล (Digital Divide) ซึ่งอาจจะทำให้ปัญหาความยากจนยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เหล่านี้ทำให้ความสำคัญจำเป็นในการแสวงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับประเทศกำลังพัฒนา สูงขึ้นอีก

2) เป็นสังคมที่มีการผลิตฐานความรู้ (Knowledge-based Production)

ในสังคม/เศรษฐกิจความรู้ การผลิตทั้งหลายใช้ความรู้ระดับสูง ซึ่งพลังสำคัญ ได้แก่เทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสาร พบว่ามูลค่าการผลิตในประเทศพัฒนาแล้ว และในประเทศเขตแคว้นอุตสาหกรรมเกิดใหม่ อย่างเช่น เกาหลีใต้ ไต้หวันและสิงคโปร์ มีการผลิตสินค้าไฮเทคในสัดส่วนที่สูงมาก ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่นสหรัฐ การเกษตรซึ่งผลิตอาหารและผลผลิตอื่น ได้ก้าวจากการเป็นแบบอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล และการใช้สารเคมี สู่การใช้เทคโนโลยีระดับสูง เช่น การใช้การสื่อสารผ่านดาวเทียมเพื่อติดตามฝูงปศุสัตว์ หรือสำรวจความเหมาะสมในการเก็บเกี่ยว หรือประเมินผลผลิตในฤดูเก็บเกี่ยวหนึ่งๆ ซึ่งจะช่วยการวางแผนการผลิตทางการเกษตรได้ต่อไป กล่าวกันว่าเกษตรกรในประเทศอุตสาหกรรม ไม่ได้ผลิตวนเวียนไปแบบเดิมเหมือนในประเทศกำลังพัฒนา หากแต่อาศัยข่าวสารความรู้จำนวนมากในการเพาะปลูกและการจัดการฟาร์ม ที่จะต้องผูกพันกับตลาดที่มีการเคลื่อนไหวเร็ว นอกจากนี้ การเกษตรแบบใหม่ ยังนำเทคโนโลยีชีวภาพที่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปลงยีน (Genetically Modified Organism – GMO) เข้ามาใช้ด้วย

ปัญหาของการผลิตฐานความรู้ การผลิตฐานความรู้ก็มีปัญหาแฝงอยู่ในตัวเช่นในการผลิตทางภาคเกษตรกรรม ก็ได้มีการตั้งคำถามมากขึ้นทุกทีว่าเป็นการผลิตที่ยั่งยืนและปลอดภัย สำหรับสุขภาวะของผู้บริโภคหรือไม่ จนกระทั่งเกิดกระแสเกษตรธรรมชาติ ที่ทำารเกษตรโดยอิงกับระบบนิเวศหรืออาศัยความรู้จากระบบนิเวศ ซึ่งจะเป็นการเกษตรที่ยั่งยืน สร้างชุมชนที่สงบสุข และให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่ปลอดสารพิษ กระแสนี้ได้รับการสนใจมากขึ้น พื้นที่เพาะปลูกแบบเกษตรธรรมชาติขยายตัวอย่างสม่ำเสมอ ในประเทศยุโรปเหนือบางประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูกในระบบนี้สูงกว่าร้อยละ 10 ในการผลิตภาคอุตสาหกรรม ก็ก่อปัญหาไม่น้อย เช่นเกิดขยะและสารพิษตกค้างจำนวนมาก กลายเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก การใช้สารเคมีบางอย่างและพลังงานมาก ก่อผลกระทบชั้นบรรยากาศของโลก เกิดภาวะโลกร้อนเป็นต้น การเปลี่ยนแปลงแบบวิธีการผลิตอยู่เสมอ คุกคามความมั่นคงทางการงานของลูกจ้างจำนวนมาก ทำให้ได้ค่าแรงที่แท้จริงลดลง นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้มนุษย์ได้ล่วงรู้ความลับของชีวิตและการประมวลข่าวสารได้มากขึ้นทุกที ทำให้มีความสามารถที่จะควบคุมชีวิตและการดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างสูง เกิดอันตรายที่จะสร้างรัฐเผด็จการขึ้น และเมื่อความรู้นี้ยังก้าวต่อไปอีก ก็อาจสร้างมนุษย์เครื่องจักร กระทั่งเกิดอันตรายที่เครื่องจักรหรือมนุษย์เครื่องจักรที่มีความฉลาดสูง เข้าแทนที่มนุษย์และทำให้มนุษย์ปัจจุบันสูญพันธุ์ไป ความกังวลเหล่านี้ก็อยู่ไม่ห่างไกล บ้างเกิดขึ้นแล้ว บ้างอาจจะเกิดและเห็นผลได้ใน 30-50 ปีข้างหน้า เหล่านี้ยังไม่พูดถึงเทคโนโลยีทางสงครามซึ่งจะสามารถสร้างอาวุธที่ฉลาด ทหารหุ่นยนต์ และการรบในอวกาศเป็นสิ่งเป็นไปได้ในเวลาที่ไม่นานนัก

การผลิตฐานความรู้ สู่แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจใหม่” การผลิตฐานความรู้ที่ปฏิบัติกันอยู่ได้ก่อผลสำคัญในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงต่อเนื่องอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในระยะใกล้ จึงมีผู้เสนอแนวคิดว่าเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนการผลิตฐานความรู้นั้นได้ก้าวสู่ขั้นใหม่ เรียกว่า เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และได้มีการเผยแพร่แนวคิดนี้อย่างเอิกเกริก กล่าวคือ ให้ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหมดใช้เป็นแนวในการศึกษาและกำหนดนโยบาย และให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาเศรษฐกิจของตน

 “เศรษฐกิจใหม่” มีลักษณะเฉพาะ คือ ก) มีนวัตกรรมใหม่ ข) มีการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในระดับสูง ค) มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูง เช่นที่สหรัฐอาจสูงถึงร้อยละ 4 อย่างต่อเนื่องได้โดยไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ง) วัฏจักรทางเศรษฐกิจซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและซบเซาจะหมดไป 5) ภาวะการว่างงานลดต่ำลง

แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2543 และเริ่มสู่ภาวะถดถอยในไตรมาสแรกของปี 2544 แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจใหม่ถูกท้าทายอย่างรุนแรง นิตยสารบิสิเนส วีค ของสหรัฐซึ่งเป็นผู้นำรายหนึ่งในการเผยแพร่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจใหม่ ได้ทบทวนเรื่องนี้ในรายงานพิเศษในฉบับวันที่ 20-27 สิงหาคม 2544 โดยยืนยันว่าเศรษฐกิจใหม่ยังมีจริง แต่ต้องปรับความหมายเสียใหม่ และยอมรับว่า เศรษฐกิจใหม่ไม่สามารถแก้ไขวัฏจักรทางเศรษฐกิจได้ รายงานการศึกษาภาวะเศรษฐกิจโลก ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนเมษายน 2545 ยืนยันว่าการที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกนั้นเป็นกฎ (Rule) ไม่ใช่ข้อยกเว้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐและในที่อื่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยปกติ (บางกอกโพสต์ 110402)

นิตยสารบิสิเนส วีค ฉบับที่อ้างถึงข้างต้น ยังได้รายงานการปรับแก้ตัวเลขทางเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ 2 ตัว ได้แก่อัตรากำไรและผลิตภาพ โดยก่อนหน้านั้นมีการประเมินในแง่ดี ให้ตัวเลขอัตรากำไรของบริษัทและผลิตภาพ ค่อนข้างสูง ต่อมามีการปรับ โดยเฉพาะตัวกำไรของบรรษัทลดลงมาก นั่นคือกำไรของบรรษัทในไตรมาสแรกของปี 2544 ปรับแก้แล้วเหลือ 789.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดจากสถิติเดิมถึง 103.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนผลิตภาพนั้นกระทรวงแรงงานได้ปรับตัวเลขใหม่ โดยระบุว่านับแต่สิ้นปี 1995 (..2538) ผลิตภาพของสหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 ต่อปี จากตัวเลขเดิมร้อยละ 2.7 ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีรายงานและข้อเท็จจริงที่ชี้ว่า อัตราการเติบโตของสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งตั้งอยู่บนการผลิตฐานความรู้นั้น ไม่ได้มากไปกว่าในอดีต เช่นบทนำในหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชี่ยล ไทม์ ฉบับวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ชี้ว่าอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐราวร้อยละ 3.1 ในช่วงของเศรษฐกิจใหม่ในทศวรรษ 1990 นั้นต่ำกว่าอัตราเติบในช่วงทศวรรษ 1960 ที่สูงเฉลี่ยร้อยละ 4.4 ต่อปี บางคนถึงกับชี้ว่ามันเป็นเพียงเศรษฐกิจฟองสบู่ธรรมดา จอห์น แคสสิดี แห่งหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์เกอร์ได้เขียนหนังสือชื่อ ดอทคอม (Dot.Com: The Greatest Story Ever Sold, 2002) อธิบายว่าการที่ตลาดหุ้นสหรัฐเฟื่องฟูในทศวรรษ 1990 (ที่มีการลงทุนในบริษัทดอทคอมและเทคโนโลยีข่าวสารจำนวนมาก)นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงนักค้าหุ้นและบัณฑิตที่จบในสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ต้องการรวยเร็วเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเรื่องของ “อภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวที่เชื่อว่าตนเองได้ค้นพบความลับของความรุ่งเรืองแบบนิรันดร์ กลุ่มของผู้รู้ที่สนับสนุน ‘สิ่งใหญ่’ ข้างหน้า และนายธนาคารวอลล์สตรีทที่พร้อมจะทุ่มเงินลงในแหล่งของรายได้ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และท้ายสุด คือคนอเมริกันทั่วไปที่ถูกทำให้เชื่อเรื่องการรวยเร็ว นำเงินที่หามาได้ยากและควรเก็บออมไว้ ไปซื้อเศษกระดาษที่ไร้ค่า” นอกจากนี้ ยังมีผู้เขียนประสบการณ์ตรงของตนเกี่ยวกับบริษัทดอทคอมที่ไม่ควรแม้แต่จะตั้งขึ้นได้ เช่นหนังสือชื่อ ดอทบอมบ์ (Dot.Bomb: My Days and Nights at an Internet Goliath, J. David Kuo, 2001)

เศรษฐกิจใหม่และการผลิตฐานความรู้ มีลักษณะเฉพาะบางประการ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นการก้าวหน้าครั้งใหญ่ของการผลิตและการอุตสาหกรรม แต่มันก็มีความจำกัด ไม่ควรตั้งความหวังสูงจนเกินไป เพราะเศรษฐกิจใหม่และการผลิตฐานความรู้ ไม่ได้เพิ่มกำไรและผลิตภาพสูงอย่างที่คิด ไม่ได้เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากอย่างที่กล่าวขวัญถึง ไม่ได้แก้วัฏจักรทางเศรษฐกิจ ไม่ได้แก้ปัญหาช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจน และระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน ไม่ได้แก้ปัญหาการว่างงาน ไม่ได้แก้ความรู้สึกแปลกแยก (Alienation) ของคนงาน และก็ไม่ได้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย นักวิชาการและนักสิ่งแวดล้อมไทยบางคน เช่น ยศวดี บุณยเกียรติ เห็นว่า เทคโนโลยีแบบ “โลว์เทค” คือการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกตัวอย่างการบำบัดน้ำเสียแบบ “โลว์เทค” ของฝรั่งเศสซึ่งน่าจะเหมาะสมกับสภาพของสังคมไทยมากกว่า (ผู้จัดการ 110445)

3) ใช้ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) และคนงานความรู้ (Knowledge Worker)  

ในสังคมความรู้และการผลิตฐานความรู้ ทุนทางปัญญา ได้กลายเป็นปัจจัยทางการผลิตสำคัญ ในบางด้านสำคัญกว่าเงินทุน ในความหมายเช่น ทุนทางการเงินที่ขาดความรู้หรือการวิจัยและพัฒนา ก็ไม่สามารถได้เปรียบในการแข่งขันและเป็นศูนย์กลางทางการเงินได้ เป็นต้น และที่ต่อเนื่องมาก็คือคนงานความรู้หรือคนงานที่มีทักษะสูงและผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี เบอร์นาร์ด ไอ. โรเบิร์ตสัน รองประธานอาวุโส ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งบรรษัทผลิตรถยนต์เดมเลอร์-ไครส์เลอร์ ซึ่งมียอดขายมากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจความรู้ (Knowledge Economy) ก่อให้เกิดการลงทุนขนานใหญ่ทางด้านธุรกิจความรู้ และบริษัทอินเทอร์เน็ต แต่ความรู้นั้นก็ย่อมมีเพื่อการผลิต “เราใช้ความรู้นี้ เราไม่มีความสนใจพิเศษในการสะสมความรู้เพื่อตัวความรู้เอง เราพยายามที่จะสะสมและวางกำลังทางความรู้เพื่อการผลิต…การผลิตที่มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับข่าวสาร คนงานในโรงงานปัจจุบันนี้ใช้สมองมากกว่ามือ คนงานในสายพานการผลิตที่เราจ้างราวร้อยละ 25 จบการศึกษาระดับปริญญา และสัดส่วนนี้กำลังเพิ่มขึ้น ธุรกิจด้านอุตสาหกรรมมุ่งหน้าไปในทางที่มีคนงานคุณภาพสูงขึ้นไม่มีช่องว่างสำหรับคนงานที่ไม่รู้หนังสือหรือไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจความรู้…เรามุ่งที่จะใช้ความรู้ในอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น” เขาสรุปลงท้ายว่า “เศรษฐกิจความรู้เป็นภาษาของโลกาภิวัตน์แบบบรรษัท”

การสร้างความรู้และปัญญา เมื่อทุนทางปัญญามีความสำคัญถึงขั้นชี้ขาดความอยู่รอดขององค์กรธุรกิจและเศรษฐกิจของชาติ ตามทัศนะข้างต้น ก็มีปัญหาต่อไปว่าจะสร้างความรู้และปัญญาขึ้นได้อย่างไร และนำมาใช้อย่างไร เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการศึกษา การจัดการความรู้ การสร้างเครือข่ายความรู้และยุทธศาสตร์ความรู้ ซึ่งทั้งหมดเพื่อการผลิต กำไรสูงสุด และอำนาจในการควบคุมตลาด เป็นต้น ในที่นี้จะพูดถึงเรื่อง การปฏิรูปการศึกษา และ การสร้างคนงานความรู้

) การปฏิรูปการศึกษา เพื่อที่จะสร้างสังคมความรู้ก่อนอื่นจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษา ประเทศอุตสาหกรรมได้นำการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งส่งอิทธิพลต่อประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก โดยผ่านทางธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาในภูมิภาค เป็นต้น การปฏิรูปดังกล่าวมีลักษณะเด่นได้แก่ (1) การใช้ปรัชญาการเรียนการสอนแบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (2) การปรับแก้กฎระเบียบ เพื่อให้ธุรกิจเอกชนมีบทบาทในการศึกษามากยิ่งขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้แก่การแปรรูปการศึกษาให้เป็นแบบธุรกิจเอกชน ซึ่งเห็นได้ชัดในระดับมหาวิทยาลัย ที่อยู่เหนือและมีอิทธิพลต่อระดับการศึกษาขั้นบังคับ (3) การทำให้ระบบการศึกษาใกล้ชิดและสนับสนุนการผลิตแบบอุตสาหกรรม เช่นความคิดเรื่องโรงเรียนในโรงงาน การผูกพันระหว่างมหาวิทยาลัยกับบรรษัทในด้านเงินอุดหนุนและการวิจัยและพัฒนา ทำให้การวิจัยในมหาวิทยาลัยเป็นเชิงพาณิขย์มากขึ้น เป็นต้น

การปฏิรูปดังกล่าว ด้านหนึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างคนงานความรู้ ได้แก่คนงานที่สร้างและใช้ความรู้ขั้นสูงหรือบางคนเรียกว่าผู้ปฏิบัติงาน (Cadre) สนองความต้องการแก่บรรษัทและการผลิตฐานความรู้ บุคคลเหล่านี้เข้าไปทำงานในฐานะเป็นนักวิชาชีพระดับกลาง - สูงหรือผู้จัดการระดับกลาง อยู่ระหว่างคนงานทั่วไปกับผู้บริหารระดับสูงหรือเจ้าของ มีบทบาทสำคัญในการจัดการระบบทุนนิยมและสถาบันของระบบนี้ สร้างนวัตกรรมทางการผลิตและทางสังคม ซึ่งจำนวนมากได้จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีผู้ชี้ว่า การปฏิรูปเช่นว่า ส่งเสริมให้เด็กคิดถึงแต่ตัวเองเพิ่มขึ้น วิธีการสอนแบบถือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เหมาะกับเด็กเก่ง หรือมีความพร้อมอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการศึกษาซึ่งมีจำนวนน้อย ดังนั้นจึงทำให้ช่องว่างความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาขยายตัวออก การแปรการศึกษาให้เป็นแบบธุรกิจและส่งเสริมการผลิตแบบอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดความรวนเรขึ้นในจุดประสงค์ของการศึกษาและในการปฏิบัติ

เดวิด ออร์ นักการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ที่เชื่อว่าจุดประสงค์ของการศึกษาควรเป็นไปเพื่อสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวปาฐกถาในงานปัจฉิมนิเทศบัณฑิตจบใหม่ ที่มหาวิทยาลัยอาร์แคนซอส์ ในปี 2533 เตือนว่าระบบการศึกษาตะวันตกกำลังสร้างสัตว์ประหลาดขึ้น โดยสร้างตำนานให้ผู้คนเชื่อถือ 6 ประการดังต่อไปนี้

ตำนาน 6 ประการของระบบการศึกษาแบบตะวันตก ได้แก่

(1) การไม่รู้เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ โดยอาศัยการศึกษาและความก้าวหน้าทางความรู้ แต่แท้จริงความไม่รู้เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ และเราอาจกล่าวเพิ่มเติมจากออร์ได้อีกว่า โดยเฉพาะความรู้เพื่อแสวงหาอำนาจและกำไรไม่ใช่เพื่อแสวงหาปัญญา

(2) หากมีความรู้และเทคโนโลยีที่พอเพียงแล้วจะสามารถจัดการโลกได้ แต่สิ่งที่ควรจัดการได้แก่ตัวเราเอง เช่นความละโมบ

(3) ความรู้ได้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ และนั่นหมายถึงจะทำให้มนุษย์ดีขึ้น ออร์ชี้ว่าแม้มีความรู้จำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้น แต่ความรู้อีกด้านหนึ่งก็ลดลง เช่นภาควิชาชีววิทยาในสหรัฐ แตกตื่นเรื่องชีววิทยาโมเลกุลและเทคโนโลยีชีวภาพ ก็ละเลยเลิกจ้างครูอาจารย์ทางด้านอนุกรมภิธาน (Taxonomy) หรือปักษีวิทยา (Ornithology) ซึ่งก็มีความสำคัญ

(4) ความเชื่อว่าเราสามารถประกอบสิ่งที่เรารื้อลงแล้วขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งความเชื่อนี้แพร่หลายในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ที่มีการรื้อหรือถอดวิชาออกเป็นชิ้นๆ เป็นสาขาวิชาต่างๆ และรู้เฉพาะด้าน และคิดว่าความรู้เฉพาะด้านนี้จะประกอบขึ้นมาเป็นองค์รวมใหม่ได้ แต่ว่าไม่ได้เป็นจริง เช่น วิชาเศรษฐศาสตร์ก็ยังคงเน้นการเติบโตมากกว่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม

(5) การย้ำว่า จุดประสงค์ของการศึกษา ก็เพื่อให้ผู้เรียนรู้ได้มีโอกาสที่จะเคลื่อนไหวไต่บันไดสังคมและประสบความสำเร็จ ออร์ชี้ว่าโลกปัจจุบันไม่ต้องการบุคคลที่ “ประสบความสำเร็จ” เพิ่มขึ้นอีกต่อไป แต่ต้องการผู้สร้างสันติภาพ ผู้เยียวยารักษา ผู้ฟื้นฟูสิ่งที่ถูกทำลายและผู้ที่มีความรัก

(6) ตำนานว่าวัฒนธรรมตะวันตกเป็นตัวแทนความสำเร็จสุดยอดของมนุษย์ ออร์เห็นว่าวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งก็คือวัฒนธรรมทุนนิยม ก็จะล้มเหลวเช่นเดียวกับวัฒนธรรมสังคมนิยม โดยวัฒนธรรมทุนนิยมจะล้มเหลวเนื่องจากผลิตมากเกินไป แบ่งปันน้อยเกินไป และโดยใช้ค่าใช้จ่ายที่เป็นของลูกหลานเหลนในอัตราสูง นอกจากนี้ วัฒนธรรมทุนนิยมจะล้มเหลวเนื่องจากได้ทำลายศีลธรรมลง

) การสร้างคนงานความรู้ ยังกระทำได้โดยการดึงดูดนักวิชาชีพชั้นสูงจากประเทศต่างๆ มายังประเทศของตน ซึ่งมักเป็นในรูปแบบที่นักวิชาชีพชั้นสูงมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร เป็นต้น จากประเทศกำลังพัฒนา หลั่งไหลมาอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะที่สหรัฐ นีล เลน นักฟิสิกส์และนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงของสหรัฐ เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ประธานาธิบดีคลินตันได้กล่าวปาฐกถา วิลเลียม ดี. แครีย์ 2544 (The 2001 William D. Carey Lecture) ที่กรุงวอชิงตัน ความตอนหนึ่งว่า “ชาวอเมริกันจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ว่าเศรษฐกิจของเรา ขึ้นอยู่อย่างมากกับความสามารถของชายและหญิง ผู้เดินทางจากดินแดนส่วนอื่นของโลกมาสู่ประเทศนี้ บุคคลเหล่านี้ได้เสริมความเข้มแข็งแก่ฐานรากทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเรา ผลงานของเขาทั้งหลายได้เป็นเชื้อเพลิงของนวัตกรรม การเพิ่มผลผลิต และการเติบโตทางเศรษฐกิจอันยาวนานอย่างที่เรารู้จักกันดี…จริงๆ แล้วนี่คือสิ่งที่ทำให้ประเทศนี้ยิ่งใหญ่”

เมื่อสามารถผลิตคนงานความรู้หรือผู้ปฏิบัติงานของระบบทุนนิยมแล้วจะเกิดอะไรขึ้น อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ นักวิจัยอาวุโสของสหรัฐ ผู้นำในทฤษฎีระบบโลก (World-System) ได้ให้สัมภาษณ์ในปี 2542 ชี้ว่าสหรัฐลดอิทธิพลเนื่องจากใช้จ่ายให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน (Cadre) หรือคนงานความรู้มากกว่าคนงานทั่วไป วอลเลอร์สไตน์ชี้ว่าผู้ปฏิบัติงานเหล่านี้ซึ่งเป็นนักวิชาชีพกลาง-สูงและผู้จัดการระดับกลางมีราวร้อยละ 10 ของประชากรทั่วโลก แต่ในสหรัฐครัวเรือนร้อยละ 30 ถึง 35 อยู่ในกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งได้รับเงินเดือนสูงมากโดยทำงานในระดับผู้จัดการหรือกึ่งผู้จัดการในบรรษัทและองค์การของรัฐบาล เนื่องจากจำนวนผู้ปฏิบัติงานในสหรัฐมีสูงกว่าของยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่นมาก และการรักษาชนชั้นกลางใหม่จำนวนมากนี้เสียค่าใช้จ่ายสูง และทำให้ผลิตภาพในอุตสาหกรรมของสหรัฐลดต่ำลง นอกจากนี้ การที่ความมั่งคั่งและทรัพย์สินทางเศรษฐกิจรวมศูนย์อยู่ในมือชนชั้นนำที่ร่ำรวยที่สุด ซึ่งมีจำนวนเพียงร้อยละ 1 หรือ 2 ของประชากร เหล่านี้ผลักดันให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตสูงขึ้น ทำให้สินค้าของสหรัฐขายแข่งสู้สินค้าจากศูนย์กลางโลกอื่นๆ ได้แก่ ญี่ปุ่นและยุโรปตะวันตกไม่ได้ สหรัฐได้เข้าถึงวิกฤตินี้และจะมีความรุนแรงเจ็บปวดอย่างมากในการแก้ไข เมื่อบรรษัทพยายามเอาชนะการแข่งขันโดยตัดค่าใช้จ่ายของผู้จัดการระดับกลางและรัฐบาลตัดโครงการทางด้านสังคมลง

ทัศนะข้างต้นของเดวิด ออร์ และของวอลเลอร์สไตน์ จะตรงกับความเป็นจริงมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญชี้ว่าการศึกษาและการปฏิรูปการศึกษาที่กระทำอยู่ การสร้างสังคมความรู้และคนงานความรู้ ไม่ได้สดใสอย่างที่คาดคิดไว้ เนื่องจากมีปัญหาและจุดอ่อนอันยากที่จะแก้ไขตามมา

นอกจากนี้ การพัฒนาทุนทางปัญญา การปฏิรูปการศึกษา และการสร้างคนงานความรู้ขั้นสูง เพื่อการสร้างนวัตกรรมทางการผลิตและสังคม เพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ก็มักไม่ประสบความสำเร็จในการที่จะก้าวขึ้นสู่เบื้องบน แต่เป็นไปได้มากที่ผลกลับกลายเป็นเหมือนการวิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร และทิ้งให้ผู้ที่อ่อนแรงถูกขจัดไป เนื่องจากแต่ละประเทศเขตแคว้นต่างพากันทำสิ่งเดียวกัน ที่ร้ายกว่านั้น ก็คือการแข่งไปสู่เบื้องต่ำ (Race to the Bottom) นั่นคือทำความเสียหายแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน คนจน และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ โลกปัจจุบันอาจต้องการนวัตกรรมทางความร่วมมือมากกว่านวัตกรรมทางการแข่งขัน

แบบแผนการแข่งกันสู่เบื้องต่ำของประเทศกำลังพัฒนา องค์การประเด็นปัญหาโลก (Global Issues Organization) ได้วาดภาพการแข่งขันสู่เบื้องต่ำของประเทศกำลังพัฒนาไว้ดังนี้

(1) ประเทศที่ยากจนต้องส่งออกมากขึ้น นี่เป็นคำแนะนำของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก ประเทศไทยหันไปใช้การส่งออกเพื่อการเติบโตในราว พ.. 2524 เมื่อเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจจนต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟในช่วงนั้น การส่งออกจะช่วยนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาพัฒนาประเทศและชำระหนี้

(2) เนื่องจากประเทศยากจนจำนวนมากหันไปส่งออก ทั้งที่ขาดความพร้อมทางเศรษฐกิจและสังคม จึงมักเน้นการส่งผลผลิตทางเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ที่คล้ายกัน ก่อให้เกิดสงครามราคา

(3) ดังนั้นทรัพยากรจากประเทศยากจน ซึ่งส่วนใหญ่ส่งไปยังประเทศอุตสาหกรรม จึงมีราคาถูกลง

(4) รัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนาจึงยิ่งต้องเร่งเพิ่มการส่งออกและลดราคาสินค้าลง ดังจะเห็นว่าสินค้าเกษตรมีราคาถูกลงโดยตลอด และทำให้ทรัพยากรอื่น เช่นสิ่งแวดล้อมและแรงงานมีราคาถูกลงด้วย เพื่อที่จะได้เงินตราต่างประเทศมาชำระหนี้

(5) รัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มที่จะปฏิบัติดังต่อไปนี้คือ ใช้จ่ายน้อยลง ลดการบริโภค เลิกหรือแก้ไขกฎระเบียบทางการเงินเพื่อเปิดให้มีการลงทุนมากขึ้น

(6) ในที่สุดจะเกิดสิ่งเหล่านี้คือ ค่าแรงลดต่ำลง การไหลของเงินทุนไม่แน่นอน นำไปสู่การแข่งขันสู่เบื้องต่ำ ตามด้วยความไม่สงบทางสังคม

(7) ประเทศยากจนเหล่านี้ ถูกสอนให้ทำค่าเงินของตนให้มีเสถียรภาพ เช่น เทียบค่าเงินของตน เข้ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง เช่นต้องขึ้นภาษี

(8) นักลงทุนต่างประเทศ มีความสนใจเพียงว่า จะสามารถถอนเงินของตนกลับได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา ดังนั้น การไหลออกของเงินอย่างฉับพลัน อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้น พังทลายลงได้ เช่น กรณีวิกฤติเศรษฐกิจปี ค..1997/1998/1999 กระทบไปทั่วโลกตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงลาตินอเมริกา

4) ทรัพย์สินทางปัญญา

มีนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับสังคมความรู้บางคนมีทัศนะว่า แกนกลางของสังคมความรู้ ก็คือทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตร นั่นคือจะต้องถือว่าความรู้หรือปัญญานั้นเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่ง ที่จะต้องมีเจ้าของ ซื้อขายเปลี่ยนมือหรือมีการจดสิทธิบัตรได้ ถ้าหากไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว สังคมความรู้ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ทรัพย์สินทางปัญญาและเรื่องสิทธิบัตรจึงเป็นสิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมให้ความสำคัญสูงสุด และพยายามบีบให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาปฏิบัติตาม ที่สำคัญก็โดยผ่านความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า หรือความตกลงทริปส์ ไม่ยากที่จะเข้าใจว่า เหตุใดประเทศพัฒนาแล้วจึงให้ความสนใจสูงกับทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตร เพราะว่าสิ่งนี้เป็นเหตุปัจจัยสำคัญในการผูกขาดตลาด เป็นที่หนึ่งในธุรกิจและการควบคุมประเทศกำลังพัฒนา

เบอร์นาร์ด ไอ. โรเบิร์ตสัน รองประธานอาวุโสด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี บรรษัทเดมเลอร์-ไครสเลอร์ (อ้างแล้ว) ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เดมเลอร์-ไครสเลอร์ เช่นเดียวกับองค์กรอื่นๆ มีการวิจัยอย่างเข้มข้นภายใน เราจะไม่ติดต่อกับซับพลายเออร์ จนกว่าจะได้พัฒนาสิ่งที่ต้องการจะสร้าง และหาวิธีป้องกันสิ่งที่พัฒนาขึ้นนี้ได้อย่างเหมาะสมแล้ว ต่อจากนั้นจึงติดต่อกับซับพลายเออร์ให้ผลิตตามสั่ง เราทุกคนเห็นว่า การปฏิบัติเช่นนี้เป็นที่มาของความสำเร็จ เดมเลอร์เห็นว่าการเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญานี้ ช่วยให้บริษัทสามารถเป็นที่หนึ่งในตลาด และวิธีป้องกันทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีที่สุดก็คือการใช้มันให้เร็วกว่าผู้อื่น…หลายปีมาแล้วเราไม่ยอมตกลงในข้อเสนอที่จะสร้างมินิแวนในตอนใต้ของประเทศจีน ทั้งๆที่เราเป็นบริษัทที่ได้รับคัดเลือกจนถึงขั้นท้ายสุด เราละทิ้งไปเพราะเหตุผลมูลฐานว่ารัฐบาลจีนไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเลียนแบบ และไม่สามารถประกันให้เรามั่นใจว่าเทคโนโลยีที่เรานำมาใช้นั้นจะได้รับการป้องกัน”

ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศกำลังพัฒนากระหายที่จะได้รับการถ่ายโอนทางเทคโนโลยีโดยตรงให้มากและเร็วที่สุด ความปรารถนาที่ตรงข้ามกันนี้ ชัยชนะดูจะตกเป็นของประเทศพัฒนาแล้ว ที่สามารถผลักดันให้เกิดความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า ซึ่งเป็นผลสำเร็จในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัยของแกตต์ ซึ่งประกันและให้ความคุ้มครองในระดับสูงแก่เทคโนโลยีทุกสาขา ประเทศกำลังพัฒนาใดที่ต้องการจะเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (World Trade Organization – WTO) จำเป็นต้องยอมรับพันธกรณีของความตกลงนี้

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ ผู้ได้รับทุนจากคณะกรรมาธิการยุโรปและสำนักงานสิทธิบัตรยุโรป และผู้เขียนหนังสือ “กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า” (..2544) ได้สรุปทัศนะของตนในคำนำว่า “ความตกลงทริปส์ถือได้ว่าเป็นความตกลงที่สวนกระแสความต้องการของประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากประเทศที่ยากจนโดยส่วนใหญ่ต้องการมีเสรีภาพในอันที่จะกำหนดนโยบายและมาตรการในการดูดซับและถ่ายโอนเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ความตกลงทริปส์ได้จำกัดเสรีภาพของประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง”

ดังนั้น ความตกลงทริปส์ จึงเป็นประเด็นต่อสู้หลักเรื่องหนึ่ง ที่ประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มเอ็นจีโอ ดำเนินการต่อต้านองค์การการค้าโลก การต่อสู้มีอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

(1) การผ่อนปรนเรื่องสิทธิบัตรแก่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีผลสำเร็จระดับหนึ่งในการประชุมระดับรัฐมนตรี ขององค์การค้าโลก ที่เมืองโดฮาประเทศกาตาร์ ในเดือน พ.. 2544 โดยรัฐบาลประเทศอุตสาหกรรม ยินยอมให้ประเทศกำลังพัฒนาผลิตยา เช่นที่ใช้รักษาเอดส์และโรคร้ายแรงอื่น ในกรณีที่เห็นว่าเกิดอันตรายร้ายแรงต่อสาธารณะได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่สามารถผลักดันให้มีการประกาศว่า “ข้อตกลงทริปส์ใดๆ ไม่อาจขัดขวางรัฐบาลต่างๆ มิให้ดำเนินมาตรการในการรักษาสุขภาพของสาธารณชน” ได้

(2) การคัดค้านการจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจนำมาสู่การครอบงำทางการแพทย์และการเกษตรในประเทศกำลังพัฒนา และเป็นต้นตอให้เกิด “โจรสลัดทางชีวภาพ” ที่ประเทศพัฒนาแล้วขโมยความหลากหลายทางชีวภาพจากประเทศกำลังพัฒนา ความพยายามนี้ไม่ประสบความสำเร็จในการประชุมสุดยอดองค์การการค้าโลกที่เมืองโดฮา

(3) การผลักดันให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยีโดยตรง เช่นในรูปของการให้ความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีและทางการเงิน แต่ความช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้วกลับมีแนวโน้มลดลง ในการประชุมแห่งสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติในปี ค.. 2000 ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ของประเทศผู้เข้าร่วมประชุม ว่าจะลดจำนวนผู้ยากจนลงครึ่งหนึ่งใน ค.. 2015 โคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวปราศรัยในการประชุมสุดยอดขององค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับ “การเงินเพื่อการพัฒนา” ที่เมืองมอนเทอร์เรย์ ประเทศเม็กซิโกในเดือนมีนาคม ค..2002 เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วให้เงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เป็นราวปีละ 1 แสนล้านดอลลาร์  เพื่อที่จะได้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว แต่เป้าหมายที่ลดความยากจนของโลกลงครึ่งหนึ่งในปี 2015 ดูจะไม่อาจเป็นจริงไปได้ ประเทศพัฒนาแล้วยังคงเห็นการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่ดีที่สุดควรผ่านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment – FDI) ซึ่งก็ดูไม่ได้ผลมาก เพราะมีการถ่ายโอนที่ไม่ครบถ้วน เช่นในด้านการผลิตชิพ ก็กระจายให้ประเทศหนึ่งผลิตส่วนหนึ่ง แม้กระทั่งการผลิตรองเท้า ก็อาจให้ประเทศหนึ่งผลิตข้างซ้าย อีกประเทศหนึ่งผลิตข้างขวา

นอกจากนี้ ยังมีรายงานของออกซ์แฟมที่เผยแพร่ในวันที่ 11 เมษายน 2545 ชี้ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในหลายภูมิภาค เกิดผลด้านกลับ นั่นคือ การเพิ่มขึ้นของการลงทุนดังกล่าวเป็นการลดทอนความสามารถในการวิจัยและพัฒนา และต้องพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้ามากขึ้น

รายงานฉบับดังกล่าวยังชี้อีกว่าการคิดค่าสิทธิบัตรอย่างเข้มงวดของประเทศพัฒนาแล้วเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการถ่ายโอนเทคโนโลยี ประเทศกำลังพัฒนาอาจต้องจ่ายเงินสูงถึงปีละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อค่าสิทธิบัตรให้แก่บรรษัทข้ามชาติในซีกโลกเหนือ ซึ่งในจำนวนนี้ราวครึ่งหนึ่งอยู่ในสหรัฐ

1.2 โลกาภิวัตน์แบบบรรษัทข้ามชาติ

โลกาภิวัตน์แบบบรรษัทข้ามชาติ (Corporate Globalization / Corporate-led GlobalizationX บางคนใช้คำว่าลัทธิโลกนิยมแบบบรรษัท หรือ Corporate Globalism บางทีเรียกว่าเป็นโลกาภิวัตน์จากเบื้องบน (Globalization from Above) ซึ่งตรงข้ามกับโลกาภิวัตน์จากเบื้องล่าง (Globalization from Below) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็นจีโอและองค์กรประชาชน และคำว่าโลกาภิวัตน์เฉยๆ โดยทั่วไปหมายถึง โลกาภิวัตน์แบบบรรษัท ทั้งนี้เนื่องจากโลกาภิวัตน์แบบนี้เป็นด้านหลักของกระแส

คำจำกัดความของโลกาภิวัตน์แบบบรรษัท ซึ่งมีความชัดเจนในทางปฏิบัตินั้น เห็นจะเป็นคำกล่าวของ เพอร์ซี บาร์นวิก รองประธานคณะกรรมการมูลนิธิของสมัชชาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ซึ่งได้เปิดประชุมประจำปีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ที่มหานครนิวยอร์ค “ผมให้คำจำกัดความโลกาภิวัตน์ว่า หมายถึงเสรีภาพของบรรษัทของเรา ที่จะลงทุนที่ไหนและเมื่อใดที่เราต้องการ จะซื้อและขายในที่ใดก็ได้ที่เราต้องการ โดยให้มีข้อจำกัดโดยกฎหมายแรงงานหรือกฎระเบียบทางการเมืองให้น้อยที่สุด”

1) โลกาภิวัตน์เกิดขึ้นได้อย่างไร

เหตุปัจจัยที่จะก่อให้เกิดกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่สำคัญมีอยู่ 4 ประการได้แก่

) การพัฒนาของระบบทุนนิยม โดยเฉพาะการเติบใหญ่ของทุนการเงิน ซึ่งเป็นการรวมของทุนธนาคารและทุนอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันเป็นบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ขึ้นทุกที การเติบใหญ่ของทุนการเงินนี้ ทำให้ตลาดภายในประเทศมีขนาดเล็กเกินไป ไม่สามารถรองรับพลังการผลิตและพลังเงินทุนอันมากมายได้ จึงจำต้องส่งออกเงินทุนและกระจายการผลิตข้ามพรมแดนไป เกิดเป็นธุรกิจและการค้าข้ามพรมแดนขึ้น ทำให้การค้าโลกขยายตัวอย่างมหาศาลซึ่งมากกว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก สัดส่วนของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีทั้งการสั่งเข้าและส่งออกในประเทศอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้ บางคนเห็นว่าเริ่มต้นตั้งแต่ ทศวรรษ ปี 1960 ซึ่งแรงกดดันของการค้าและการลงทุนข้ามแดน บีบให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาต้องเลิกหรือลดทอนกฎระเบียบเพื่อเปิดเสรีทางการค้า การเงิน การลงทุน รวมทั้งการทำให้งานยืดหยุ่น (Flexible Labour) มีการจ้างงานที่ไม่ถาวร นอกจากนี้ การที่บรรษัทไม่เพียงดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนเท่านั้น หากยังต้องการดำเนินธุรกิจข้ามไปในวิสาหกิจของรัฐ จึงผลักดันให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การศึกษา การสาธารณสุขให้เป็นแบบธุรกิจเอกชน หรือให้เอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้การผลิตสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ตกอยู่ในมือบรรษัทต่างๆ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยทั่วไปจะมีรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนใหญ่ ก็ได้เปิดทางให้ธุรกิจเอกชนทั้งภายในและกลุ่มทุนโลกเข้ามามีส่วนร่วมและซื้อกิจการไป

พลังทางตลาด เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ขณะที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ช่วยทำให้กระบวนโลกาภิวัตน์เป็นไปได้

) การปฏิวัติทางเทคโนโลยี ที่เป็นแกนกลาง ได้แก่เทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสาร เทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสาร ประกอบด้วย ความรู้ด้านโซลิด สเตท (Solid-state) เทคโนโลยีด้านเครื่องเชิงแม่เหล็กและเชิงแสง (Magnetic and Optical Hardware Technology) เทคโนโลยีด้านชุดคำสั่ง (Software Technology) และเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆ ได้แก่วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ดาวเทียมสื่อสาร เคเบิลใยแก้ว เป็นต้น เทคโนโลยีเหล่านี้มีแนวโน้มก้าวหน้าไปในทางการลดขนาดให้เล็กลง ลดค่าใช้จ่ายในการผลิต ปรับปรุงการทำงาน ขยายฟังก์ชั่น และการทำให้เทคโนโลยีนี้กระจายไปอย่างกว้างขวาง ความก้าวหน้าดังกล่าวทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น ขณะที่รายจ่ายต่ำลงในการเก็บ การส่ง การผลิตซ้ำ และการเผยแพร่ข่าวสาร เหล่านี้ทำให้ข่าวสารไหลเวียนไปทั่วโลกในราคาที่ถูกลง ดังเช่นนิตยสารนโยบายต่างประเทศ (Foreign Policy Magazine) ได้จัดทำดัชนีโลกาภิวัตน์ 2545 (Globalization Index 2002) ชี้ว่าอัตราโทรศัพท์ระหว่างประเทศลดลงเฉลี่ยราวร้อยละ 20 ต่อปี และนับตั้งแต่ พ..2540-2543 การใช้โทรศัพท์ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1 หมื่นล้านนาที

ที่สำคัญกว่านั้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีข่าวสารและการขนส่ง ช่วยทำให้กระบวนโลกาภิวัตน์เป็นไปได้ โธมัส ไอ. พัลลีย์ รองผู้อำนวยการด้านนโยบายสาธารณะของ AFL-CIO อันเป็นสหภาพแรงงานใหญ่ที่สุดของสหรัฐชี้ว่า ใน ค..1966 เริ่มใช้เรือบรรทุกคอนเทนเนอร์เป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นค่าใช้จ่ายทางการขนส่งมีมูลค่าถึงร้อยละ 10 ของค่าใช้จ่ายในการขายทั้งหมด ขณะที่ในปัจจุบัน (..1999) สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขนส่งตกน้อยกว่าร้อยละหนึ่ง

ในด้านการสื่อสาร พัลลีย์ ชี้ว่า “ในตอนต้นศตวรรษที่ 19 การผลิตดำเนินอยู่ในชั้นล่างของโรงงาน ขณะที่ฝ่ายบริหารนั่งดูแลอยู่ในที่ทำงานชั้นบน ปัจจุบันบริษัทอาจมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครนิวยอร์ก ขณะที่การผลิตเกิดขึ้นไกลเป็นพันๆไมล์อยู่ในประเทศจีน โดยยังสามารถควบคุมดูแลกระบวนการการผลิตได้อย่างใกล้ชิด โดยผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกันว่าการผลิตจะเป็นไปตามแบบที่กำหนด”

) การเกิดขึ้นขององค์การการเงินและการค้าของโลก ที่สำคัญได้แก่ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และองค์การการค้าโลก ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจัดระเบียบการเงินและการค้าโลกให้เป็นไปตามปรารถนาของบรรษัทข้ามชาติและประเทศพัฒนาแล้ว

ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟเกิดใกล้เคียงกันในราว ค..1944 โดยมีเจตนารมณ์สำคัญ เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและบูรณะประเทศในยุโรปตะวันตก ที่ประสบความเสียหายย่อยยับจากสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งการสร้างความมั่นคงทางการเงินของโลก มีข้อสังเกตว่าในช่วงของการฟื้นฟูและบูรณะประเทศอุตสาหกรรมด้วยกันนั้น ทั้งธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟปฏิบัติต่อประเทศเหล่านั้นด้วยท่าทีที่เห็นอกเห็นใจ เช่นไม่ได้เข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายการตัดสินใจของรัฐบาลที่ได้รับเงินกู้จากองค์การทั้งสอง

เมื่อภาระหน้าที่ดังกล่าวบรรลุลงโดยพื้นฐานแล้ว องค์การดังกล่าว ก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในช่วงของสงครามเย็น มีการต่อสู้กันในทางพัฒนาว่าจะเดินหนทางทุนนิยมหรือสังคมนิยม ซึ่งองค์การทั้งสามย่อมผลักดันให้มีการพัฒนาไปตามหนทางทุนนิยมอันมีหัวใจอยู่ที่การค้าและการลงทุนเสรีซึ่งเป็นจุดประสงค์ร่วมกันของบรรษัทข้ามชาติและประเทศพัฒนาแล้วที่มีสหรัฐเป็นผู้นำ

ด้านโครงสร้างองค์กร การกล่าวว่าองค์การพหุภาคีระดับโลกทั้งสาม ได้แก่ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลก เป็นกลไกหรือตัวแทนของบรรษัทข้ามชาติและประเทศพัฒนาแล้ว ดูได้จากโครงสร้างองค์การ การกำหนดหรือการสร้างนโยบายและการปฏิบัติที่เป็นจริง ซึ่งดูจากโครงสร้างก็เห็นได้ว่าองค์การทั้งสามมีผู้บริหารระดับสูงอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่นผู้อำนวยการธนาคารโลกมาจากสหรัฐ ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟมาจากกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก รายงานการประเมินผลการเข้าร่วมองค์การธนาคารโลกของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ พ..2525 กล่าวว่า “สหรัฐเป็นผู้ช่วยให้เกิดโครงสร้าง และการกำหนดพันธกิจตามแนวทางตลาดเป็นใหญ่ของตะวันตก…เรามีความรับผิดชอบ…ในการช่วยให้บรรษัทเกิดขึ้น ซึ่งดำเนินการคณะกรรมการอำนวยการตามคะแนนซึ่งมีการถ่วงน้ำหนัก (ผู้ถือหุ้นมากมีคะแนนเสียงมาก) นำโดยการจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงแบบอเมริกัน ในฐานะที่เป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารโลก สหรัฐมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะมีที่นั่งถาวรในคณะอำนวยการของธนาคาร”

ส่วนในไอเอ็มเอฟนั้น โครงสร้างขององค์การถูกครอบงำโดยเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด 5 เขต ซึ่งมีคะแนนเสียงรวมกันร้อยละ 45.47 ในคณะผู้ว่าการ (Board of Governors) โดยสหรัฐมีคะแนนเสียงมากที่สุดร้อยละ 19 และประเทศร่ำรวยอื่นมี 21.42 ซึ่งสามารถขัดขวางข้อเสนอใดๆ ที่กลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยได้ ไอเอ็มเอฟแม้ว่าจะมีผู้อำนวยการจากยุโรป แต่ก็มักผ่อนปรนตามแรงกดบีบจากกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ (วอลเดน เบลโล, 2002)

องค์การการค้าโลก ซึ่งโดยความคาดหวังนั้นน่าจะเป็นองค์การที่เปิดที่สุด แต่ก็กลับเป็นองค์การที่ค่อนข้างปิด โดยตัวแทนจากประเทศพัฒนาแล้วยังคงมีอิทธิพลอย่างสูง ในด้านกำหนดหรือสร้างนโยบาย ดังที่ ซี. เฟรด เบิร์กสเตนหัวหน้าสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้ปากคำแก่สภาสูงสหรัฐเกี่ยวกับการลงนามยอมรับข้อตกลงแกตต์-ดับปลิวทีโอ ใน ค.. 1994 ว่า องค์การการค้าโลก หรือ WTO “ไม่ได้ทำงานโดยใช้การลงคะแนนเสียง หากทำงานโดยการสร้างฉันทามติขึ้น ซึ่งกล่าวตามความเป็นจริงก็คือ จัดการโดยกลุ่มทั้งสี่ได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และแคนาดา…ประเทศเหล่านี้จะต้องตกลงกันให้ได้ก่อนที่จะมีการตัดสินใจสำคัญเกิดขึ้น แต่ว่าไม่มีการลงคะแนนเสียง” และแม้ว่าในทางทฤษฎีที่ประชุมรัฐมนตรีและสมัชชาใหญ่จะเป็นองค์หน่วยตัดสินใจสูงสุด แต่ก็พบว่าการกำหนดหรือสร้างนโยบายที่สำคัญเกิดในการประชุมลับและไม่โปร่งใสเฉพาะผู้แทนจากประเทศพัฒนาแล้ว ที่เรียกกันว่า “ห้องประชุมเขียว” (Green Room) และผู้แทนจากประเทศกำลังพัฒนามักจำต้องยอมรับนโยบายที่กำหนดไว้แล้ว ความไม่เป็นประชาธิปไตยและความไม่โปร่งใสดังกล่าวเป็นจุดสำคัญที่ทำให้การประชุมระดับรัฐมนตรีที่กรุงซีแอตเติล สหรัฐ พ..2542 ต้องล้มเหลว

ด้านการปฏิบัติที่เป็นจริง โจเซฟ สติกลิตซ์ อดีตรองผู้อำนวยการธนาคารโลก ได้ชี้ว่า ธนาคารโลกจะให้เงินกู้แก่ประเทศใดก็โดยให้รัฐมนตรีประเทศเหล่านั้นรับกำหนดการ 4 ขั้นไปปฏิบัติได้แก่ (1) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือการให้ธุรกิจเอกชนมีบทบาทสำคัญในการผลิตสินค้าสาธารณะ (Public Goods) เช่นน้ำ ไฟฟ้า การสาธารณสุข การศึกษา มากยิ่งขึ้น (2) การเปิดเสรีตลาดการเงิน ซึ่งสติกลิตซ์ชี้ว่าสามารถทายได้ล่วงหน้าว่าจะก่อหายนะให้แก่เศรษฐกิจประเทศเหล่านั้นได้อย่างไร (3) การยึดกลไกตลาดเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในการกำหนดราคาสินค้า บ่อยครั้งที่การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกทางตลาด ทำให้สินค้าที่จำเป็น เช่น อาหาร น้ำ และก๊าซหุงต้มราคาแพง กระทบต่อชีวิตคนยากจนจำนวนมาก (4) การเปิดการค้าเสรี

สำหรับตัวยาที่ไอเอ็มเอฟให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา ที่เข้าโครงการในช่วงยี่สิบปีมานี้ นักเศรษฐศาสตร์ โรบิน แฮนเฮล ชี้ว่ามีอยู่ 4 ประการได้แก่ (1) การเข้มงวดทางการเงิน ทำให้เงินไหลเวียนลดลงเช่นขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายใน เพื่อรักษาค่าของเงิน (2) การเข้มงวดทางการคลัง เพิ่มภาษีและลดการใช้จ่ายของรัฐ (3) แปรรูปรัฐวิสาหกิจ (4) การเปิดเสรีทางการเงิน เลิกกฎระเบียบที่ขัดขวางการไหลเข้าออกของทุนโลก รวมทั้งเลิกกฎระเบียบที่ขัดขวางไม่ให้กลุ่มธุรกิจและธนาคารต่างประเทศเข้ามาซื้อ เป็นเจ้าของและดำเนินธุรกิจ

ในกรณีองค์การการค้าโลก นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนามาก ได้แก่การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยตรงจากประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนา แต่ความตกลงที่กำหนดในองค์การนี้กลับเป็นตรงข้าม นั่นคือเน้นการยึดถือเรื่องสิทธิบัตรทางการค้าอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม แม้องค์การทั้งสามจะเป็นตัวแทนของบรรษัทและกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่องค์การดังกล่าวปฏิบัติจะก่อผลเสียทุกอย่างแก่ประเทศกำลังพัฒนา มีส่วนที่ก่อผลดีอยู่ด้วย เพราะว่าแม้ระบบที่กดขี่ขูดรีดที่สุด เช่นระบบทาส พวกนายทาสก็ยังให้อาหาร ที่พักและการพักผ่อน การดูแลรักษาแก่บรรดาทาสเพื่อให้สามารถลุกขึ้นมาทำงานให้ได้ต่อไป

ดักลาส ไมค์ มัวร์ ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก กล่าวปาฐกถาเรื่อง “องค์การการค้าโลกกับการเจรจาทางการค้ารอบใหม่” ที่ฮ่องกง เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ..2544 ชี้ให้เห็นผลดีของกระบวนโลกาภิวัตน์และการค้าเสรีไว้ ดังนี้

(1) ใน พ..2503 ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาเกือบทั้งหมดใช้เวลาในโรงเรียนเพียง 1 ใน 3 ของประชาชนในประเทศพัฒนาแล้ว ในปัจจุบันเวลาที่ใช้ในโรงเรียนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่ง

(2) ใน พ..2493 อายุขัยของคนในประเทศกำลังพัฒนามีเพียง 41 ปี แต่ในปี พ..2541 เพิ่มเป็นถึง 65 ปี

(3) สัดส่วนของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาที่เข้าถึงน้ำสะอาด เพิ่มจากร้อยละ 30 ในปี พ..2513 เป็นร้อยละ 80 ในปี 2543

(4) ตัวอย่างทางด้านสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์มวลรวมในสหรัฐเพิ่มขึ้นเท่าตัวในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา แต่กลับใช้เหล็กกล้าน้อยกว่าเดิม ในปี 2535 ชายหาดในยุโรปกว่าร้อยละ 21 เกิดมลพิษ แต่ในปี 2542 จำนวนลดลง

นอกจากนี้ เนื่องด้วยแรงกดบีบจากหลายทางทำให้องค์การทั้งสามจำต้องปรับตัวให้มีความเป็นประชาธิปไตยและโปร่งใสขึ้น ซึ่งจะกระทำได้ถึงขั้นใดเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไป

เจฟฟรีย์ แซกส์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงมากแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดของสหรัฐ ผู้ที่โดยพื้นฐานเห็นด้วยกับกระบวนโลกาภิวัตน์ สนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และเคยร่วมงานกับสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นสมัชชาของคนรวย ภายหลังได้ร่วมงานกับองค์การสหประชาชาติและได้พบกับภาวะยากจนที่เป็นจริงในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา แซกส์ได้อภิปรายในการประชุมโต๊ะกลมเรื่อง “โลกาภิวัตน์และสถาปัตยกรรมของมัน จะไปทางไหน ในโลกหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน, หลังฟองสบู่โลกทศวรรษ 1990” (Whither Globalization and Its Architecture in a Post-Sept 11, Post-90s- Bubble World?) ที่มหานครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ได้ชี้ว่ากำหนดการของไอเอ็มเอฟที่บีบบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต้องมีการปรับทางโครงสร้างนั้น เป็นความผิดพลาดมหันต์ และว่าเป็นเวลานานมากทีเดียวที่ไอเอ็มเอฟรับใช้จุดประสงค์ของรัฐบาลสหรัฐเป็นสำคัญ และระบบตลาดที่ปฏิบัติอยู่นั้นมีอคติและกีดกันประเทศยากจน แซกส์ยังตั้งข้อสังเกตที่แหลมคม 2 ประการได้แก่ (1) ไม่ว่าใครจะพูดในเชิงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับระบบตลาดอย่างไร แต่ที่แน่ก็คือตลาดไม่ได้รับใช้คนจนที่สุดของคนจน ซึ่งมีจำนวนนับพันล้านคน (2) วิชาเศรษฐศาสตร์ ใช้เวลาเกือบทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาของประเทศร่ำรวย ไม่ใช่ปัญหาของประเทศยากจน เศรษฐศาสตร์การพัฒนาเป็นเพียงแขนงย่อยในวิชาชีพนี้ ซึ่งอาจจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั้น มีจุดเน้นเพื่อการสร้างความมั่งคั่งไม่ใช่แก้ไขปัญหาความยากจน ดังนั้น ขณะที่สร้างความมั่งคั่งในส่วนหนึ่งก็สร้างความยากจนในอีกหลายส่วนของโลก แต่ดูเหมือนว่าวิชาเศรษฐศาสตร์เพื่อคนยากจนที่ปฏิบัติได้ผลยังไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างเต็มที่

) กำลังทางทหารหรือกำปั้นที่ซ่อนไว้ (Hidden Fist) โธมัส ฟรีดแมน นักเศรษฐศาสตร์ผู้เป็นกระบอกเสียงสำคัญของกระบวนโลกาภิวัตน์ ได้เขียนในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ฉบับวันที่ 28 มีนาคม 1999 ชื่อ “สิ่งที่โลกต้องการในปัจจุบัน” ความตอนหนึ่งว่า “มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) ของตลาดจะไม่มีวันสำเร็จหากไม่มีกำปั้นที่มองไม่เห็น…แมคโดแนลด์จะไม่รุ่งเรืองถ้าปราศจากแมกดอนเนล ดักลาส ที่ออกแบบสร้างเครื่องบิน F-15 กำปั้นที่มองไม่เห็นซึ่งทำให้ทั้งโลกปลอดภัยสำหรับเทคโนโลยีของซิลิคอน แวลลีย์ ก็คือ กองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ และหน่วยนาวิกโยธินของสหรัฐ” กำปั่นที่ซ่อนไว้ยังอาจรวมถึงงานข่าวกรอง และปฏิบัติการลับและกึ่งปิดลับทั่วโลก

2) มีโลกาภิวัตน์ด้านใดบ้าง และเป็นไปตามสัญญาที่ให้ไว้หรือไม่

โลกาภิวัตน์ที่นำโดยบรรษัทมีที่สำคัญอยู่ 4 ด้านด้วยกันได้แก่ด้านการเงิน การค้า ทรัพย์สินทางปัญญา และแรงงาน ซึ่งทำให้ธุรกิจไร้พรมแดนครบวงจร และสัญญาว่าจะนำความเจริญมั่งคั่งแก่ทุกคนและในทุกแห่ง ขจัดความยากจน และก่อให้เกิดความสมดุลทางการแข่งขัน โธมัส ไอ. พัลลีย์ แห่งสหภาพแรงงานของสหรัฐได้ชี้ให้เห็นว่าการที่ตลาดทั้ง 4 ด้านเชื่อมเข้าด้วยกันเป็นตลาดโลกนั้น ก่อให้เกิดบูรณาการทางเศรษฐกิจของประชาชาติต่างๆ ซึ่งส่งเสริมการแข่งขัน การพัฒนาการผลิต การทำให้สินค้าราคาถูกลง แต่ก็มีจุดรั่วไหลหลายประการ เช่น

) การค้าที่เพิ่มมากเกินไป ก่อให้เกิดเศรษฐกิจที่พึ่งการนำเข้าและส่งออกมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ยาก เช่น การพึ่งการส่งออก ทำให้ประเทศผู้ส่งออกต้องถูกผลกระทบไปด้วย เมื่อดินแดนที่จะส่งออกเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา ตัวอย่างเช่นภาวะซบเซาทางเอเชียตะวันออก ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐลดลง หรือในอีกด้านหนึ่งการพึ่งการนำเข้ามากเกินไป ก่อให้เกิดการเสียดุลทางการค้า อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ง่าย เหล่านี้ทำให้ประเทศในยุโรปตะวันตก เลือกที่จะรักษาดุลการค้าและไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตมากนัก ทำให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวยาวนาน แต่ผลตกหนักอยู่ที่ผู้ใช้แรงงานที่ต้องเผชิญกับอันตรายจากการว่างงานสูง ในสหรัฐปัญหาเป็นอีกแบบหนึ่ง นั่นคือมีการเติบโตสูง แต่ต้องเสียเปรียบดุลการค้าอย่างหนัก ซึ่งผลที่สุดย่อมจะทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเงิน และยุติภาวะเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ

) เมื่อบรรษัทที่สามารถนำเงินไปลงทุนได้ทั่วโลก ทำให้มีอำนาจต่อรองสูงทั้งต่อรัฐบาลและคนงาน ดังนั้นเหล่าบรรษัทก็จะตั้งเงื่อนไขเช่นให้เพิ่มสิทธิผลประโยชน์ต่างๆ และการลดหย่อนภาษี ไม่เช่นนั้นก็จะย้ายไปลงทุนที่อื่น จากการศึกษาของคณะความสัมพันธ์แรงงานอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยคอร์แนล พบว่าหลังการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟตาแล้ว ปรากฏว่าบริษัทธุรกิจได้ใช้การขู่ว่าจะย้ายฐานการผลิตไป เมื่อมีการต่อรองเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงร้อยละ 33

) การรั่วไหลด้านการเงิน กล่าวคือในปัจจุบันประมาณว่ามีการซื้อขายในตลาดเงินตราต่างประเทศถึงวันละ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างประเทศในแต่ละวันสูงไม่ถึงร้อยละ 3 ของยอดเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งแสดงว่าการซื้อขายและการเคลื่อนไหวของเงินเกือบทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเงินทางธุรกิจ ปรากฏการณ์เช่นนี้บางคนชี้ว่า เงินปริมาณมหาศาลดังกล่าวเคลื่อนไหวแบบเก็งกำไรหรือเพื่อสร้างกำไรจากตัวเงินโดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการผลิต กระทั่งไม่ต้องการแรงงานกรรมกร

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 องค์การออกซ์แฟมได้ออกเอกสารชื่อ “กฎที่ไม่เป็นระเบียบและสองมาตรฐาน” (Rugged Rules and Double Standards) เพื่อเปิดฉากรณรงค์ “ทำให้การค้ายุติธรรม” (Make Trade Fair) การค้าช่วยเชื่อมชีวิตมนุษย์เข้าด้วยกันและเป็นบ่อเกิดความมั่งคั่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และการค้าโลกสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังในการลดทอนความยากจนและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากกฎระเบียบที่ไม่เป็นธรรมเข้าข้างประเทศที่ร่ำรวย และการใช้สองมาตรฐาน ทำให้ประเทศพัฒนาแล้วมีเสรีภาพทางการค้ามากกว่าประเทศกำลังพัฒนา ผลก็คือคนยากจนไม่ได้รับประโยชน์จากการค้า และถูกปิดกั้นหนทางที่จะออกจากความยากจน เช่นทุกๆ วันประเทศที่ร่ำรวยใช้เงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการเกษตรของตน และนำผลผลิตที่เหลือออกทุ่มในตลาดโลก ทำให้ชีวิตของเกษตรกรจำนวนนับล้านในประเทศกำลังพัฒนาต้องยากแค้นหนักขึ้น เมื่อประเทศกำลังพัฒนาส่งสินค้าไปยังประเทศที่ร่ำรวยก็ต้องเผชิญกำแพงภาษี โดยต้องจ่ายเงินสูงเป็นสี่เท่าของที่ประเทศพัฒนาแล้วจ่าย การกีดกันเช่นนี้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องสูญเสียเป็นเงินถึงปีละ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากเป็นสองเท่าของจำนวนเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากประเทศร่ำรวย

กฎระเบียบที่ไม่เป็นธรรมและสองมาตรฐาน แสดงออกในรูปแบบสำคัญ ได้แก่ (1) ขณะที่ประเทศร่ำรวยปกป้องตลาดของตน ประเทศที่ยากจนต้องเผชิญกับแรงกดดันจากไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกให้เปิดตลาดของตนโดยเร็วที่สุด ซึ่งมักก่อผลเสียแก่ประเทศเหล่านั้น (2) ชุมชนระหว่างประเทศไม่ได้ให้ความสนใจแก่สินค้าโภคภัณฑ์ที่ต่ำและไม่มั่นคง เช่นราคากาแฟลดต่ำถึงร้อยละ 70 นับแต่ปี 2540 ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาผู้ส่งออกกาแฟต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3) บรรษัทข้ามชาติมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการลงทุนและการจ้างงานซึ่งก่อให้เกิดความยากจนและไม่มั่นคง ซึ่งคนงานเหล่านี้จำนวนมากเป็นสตรีและเด็ก (4) กฎจำนวนมากขององค์การการค้าโลก ว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุนและการบริการ ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศที่ร่ำรวยและบรรษัทข้ามชาติที่ทรงอิทธิพล ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเสียค่าใช้จ่ายก้อนมหึมา อคติเช่นนี้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมขององค์การการค้าโลก

ศาสตราจารย์วิลเลียม อี. รีส แห่งคณะการวางแผนชุมชนและภูมิภาค มหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ โตรอนโต สตาร์ฉบับวันที่ 22 เมษายน 2545 ชี้ว่าโลกาภิวัตน์เปรียบเสมือนเรือที่ได้สูญเสียกระดูกงูไปแล้วในทางทฤษฎี การพัฒนาโดยยึดตลาดเป็นฐาน ได้ก่ออันตรายที่แท้จริงต่อมนุษย์ทั้งมวลและระบบนิเวศที่รองรับชีวิต มีข้อมูลที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในทศวรรษ 1960 มีเงินไหลเข้าสู่ประเทศร่ำรวยทางเหนือ (North) “เพียง” 3 ดอลลาร์ต่อเงิน 1 ดอลลาร์ที่ไหลไปยังประเทศร่ำรวยที่อยู่ทางใต้ (South) แต่ในตอนปลายทศวรรษที่ 1990 สามสิบปีแห่งการเติบโตอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนและกระแสโลกาภิวัตน์ที่สูงขึ้น สัดส่วนนี้เพิ่มเป็น 7 ต่อ 1 และคนรวยชาวอเมริกัน 25 ล้านคน (เท่ากับร้อยละ 0.4 ของประชากรโลก) มีรายได้มากกว่าคนที่ยากจนที่สุดจำนวน 2 พันล้านคน (เท่ากับร้อยละ 43 ของประชากรโลก)

บรูซ อาร์. สก๊อตต์ เขียนใน Foreign Affair ฉบับ มกราคม/กุมภาพันธ์ 2001 ชื่อ “ช่องว่างใหญ่ในหมู่บ้านโลก” (The Great Divide in the Global Village) ว่า ความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ กดดันให้เกิดแรงงานอพยพเข้าไปในประเทศที่ร่ำรวยกว่า ซึ่งประเทศอุตสาหกรรมต่างตอบโต้โดยการตั้งเครื่องกีดขวางการอพยพเหล่านี้ “ทำให้เศรษฐกิจโลกดูเหมือนบ้านที่ล้อมรั้วมียามเฝ้า (Gated Community) มากกว่าหมู่บ้านโลก (Global Village)

3) เหตุใดบรรษัทจึงนำให้เกิดกระบวนโลกาภิวัตน์ได้

บรรษัทข้ามชาติซึ่งจ้างงานเพียงร้อยละ 0.78 ของแรงงานโลกคือ 22 ล้านคนเศษ สามารถนำให้เกิดกระบวนการโลกาภิวัตน์ ดังที่บางคนกล่าวว่าบรรษัทข้ามชาติเป็นผู้ปกครองโลกที่แท้จริงได้ด้วยเหตุปัจจัยที่สำคัญคือ

) ขนาดและอำนาจควบคุมทางเศรษฐกิจ รายงานของสถาบันเพื่อการศึกษานโยบาย (Institute for Policy Studies) ชื่อ “200 บรรษัทใหญ่: การเถลิงอำนาจของบรรษัทในโลก” เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม พ..2543 ระบุว่าเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก 100 แห่งนั้นเป็นของบรรษัทข้ามชาติถึง 51 แห่ง ทั้งนี้โดยการเทียบเคียงยอดขายของบรรษัทกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เช่นเยเนรัลมอเตอร์ส มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศเดนมาร์ก เดมเลอร์-ไครสเลอร์ ใหญ่กว่าโปแลนด์ บริษัทเชลล์ใหญ่กว่าเวเนซุเอลา ไอบีเอ็มใหญ่กว่าสิงคโปร์ และโซนีใหญ่กว่าปากีสถาน

ยอดการขายของบรรษัทใหญ่ที่สุด 200 แห่งรวมกันแล้วมากกว่าทุกประเทศในโลกลบด้วยประเทศร่ำรวยที่สุด 10 ประเทศ และยอดการขายนี้มากเป็น 18 เท่าของรายได้ประจำปีของประชากรที่ยากจน 1.2 พันล้านคน (ร้อยละ 24 ของประชากรโลก) บรรษัทใหญ่ 200 แห่งนี้กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ ได้แก่สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตก ตัวเลขใน พ..2542 มีที่สำคัญดังนี้ สหรัฐ 82 แห่ง ญี่ปุ่น 41 แห่ง เยอรมนี 20 แห่ง ฝรั่งเศส 17 แห่ง และในปีนี้มีประเทศนอกกลุ่มเพียงประเทศเดียวคือเกาหลีที่มีบรรษัทใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 200 นี้ ในปี 2526 เคยมีบรรษัทในบราซิล อิสราเอล แอฟริกาใต้ และอินเดียที่ติดอันดับ แต่การควบรวมและซื้อกิจการที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้นในสหรัฐและยุโรปทำให้อำนาจทางเศรษฐกิจนี้รวมศูนย์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่ายอดขายรวมของบรรษัท 200 แห่งระหว่าง พ..2526-2542 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก เป็นร้อยละ 27.5 พร้อมกับกำไรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 362.4 ขณะที่จ้างคนงานเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 14.4

) อำนาจทางการเมือง รายงานฉบับเดียวกัน ชี้ว่าบรรษัทขนาดใหญ่ ได้เข้าไปมีอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะในสหรัฐ 2 ทางใหญ่ด้วยกัน คือ การให้เงินอุดหนุนในการรณรงค์หาเสียงทั้งโดยตรงและโดยอ้อม รายงานของศูนย์เพื่อการเมืองที่มีความรับผิดชอบ (Center for Responsive Politics) พบว่าผู้สมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ใช้จ่ายเงินในการหาเสียงมากกว่าคู่แข่ง มีโอกาสมีชัยได้ถึงร้อยละ 94 และ การใช้เงินในการวิ่งเต้น (Lobbying) เป็นการรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาล นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้บริหารระดับรัฐมนตรีสำคัญจำนวนหนึ่ง มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบรรษัท เช่นเคยทำงานมาก่อน หรือหลังจากออกจากตำแหน่งแล้วไปทำงานในบรรษัท ทั้งหมดนี้ทำให้นโยบายทั้งภายในและต่างประเทศเอื้อต่อผลประโยชน์ของบรรษัทอย่างสูง เช่นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการเจรจาของสำนักตัวแทนการค้าสหรัฐ กล่าวอยู่เสมอว่าในการเจรจาต่อรองนั้นได้ยึดถือผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ในด้านการเสียภาษี มีรายงานของสถาบันว่าด้วยภาษีและนโยบายเศรษฐกิจ (Institution on Taxation and Economic Policy) ซึ่งศึกษาการเสียภาษีของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกำไรหลายร้อยแห่งในสหรัฐ ในจำนวนนี้มีบรรษัทสหรัฐที่ติดอันดับใหญ่ที่สุดใน 200 รวมอยู่ด้วย 45 แห่ง และได้พบว่าในช่วงปี 2539-2541 ไม่มีบริษัทเหล่านี้แม้เพียงบริษัทเดียวที่เสียภาษีอัตราร้อยละ 35 อันเป็นอัตราภาษีเงินได้ของบริษัททั่วไป และในปี 2541 มีถึง 7 บริษัทที่เสียต่ำกว่าศูนย์ ได้แก่บริษัทเทกซาโก เชฟรอน เป๊บซีโค เอนรอน เวิลด์คอม แมคเคสสัน และเยเนอรัลมอเตอร์ส ที่สำคัญเนื่องจากการได้รับลดหย่อนภาษี การเสียภาษีน้อยของบรรษัทนั้นเป็นไปทั่วโลก การศึกษาของโออีซีดีพบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ยอดรวมภาษีของบรรษัทที่จ่ายในประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มโออีซีดี ตกอยู่ที่ร้อยละ 8 แม้ว่ากำไรของบรรษัทจะสูงขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดจากรัฐบาลพากันลดหย่อนภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน กรณีการประมูลสินทรัพย์ของ ปรส. ในประเทศไทยโดยบรรษัทข้ามชาติก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง

นอกจากนี้ รายงานในที่หลายแห่งระบุว่า เมื่อผลประโยชน์ของบรรษัทในดินแดนต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาถูกกระทบกระเทือน ทางการรัฐบาลมักจะออกหน้ากดดัน กระทั่งมีข่าวว่าเข้าล้มล้างรัฐบาลที่ปฏิบัติตัวเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของบรรษัท

) อำนาจทางอุดมการณ์และการจัดการ อุดมการณ์ของบรรษัทข้ามชาติ มีพื้นฐานอยู่บนอุดมการณ์ทุนนิยม ซึ่งเชื่อมั่นในเรื่องระบบกรรมสิทธิ์เอกชนและเสรีภาพในการลงทุนค้าขาย โดยรัฐต้องให้ความสนับสนุน แต่ไม่เข้ามาแทรกแซงแข่งขันหรือกระทำให้น้อยที่สุด โดยปล่อยให้กลไกของตลาดเป็นตัวจัดการเอง  บรรษัทข้ามชาติ ได้ช่วยเสริมอุดมการณ์ดังกล่าวให้มั่นคงและเข้มข้น จนกระทั่งในช่วงที่มีอิทธิพลสูง การจะตั้งปัญหาหรือตรวจสอบความถูกต้องชอบธรรมของอุดมการณ์นี้ เกือบจะกลายเป็นสิ่งต้องห้าม

บรรษัทข้ามชาติได้เร่งให้มีการเพิ่มผลผลิตโดยเร็ว การพัฒนาทางการผลิตโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น การแข่งขันและการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน การครอบงำและผูกขาดตลาด การเก็งกำไรและการได้กำไรสูงสุด การส่งทุนออกไปลงนอกประเทศ โดยเฉพาะในรูปของการควบรวมและซื้อกิจการ การเปิดพรมแดนของทุกประเทศให้รับกับการเคลื่อนไหวของเงินทุนและการค้า การเข้าไปผลิตสินค้าสาธารณะ (Public Goods) และอื่นๆ แทนที่รัฐบาล เหล่านี้ได้กลายเป็นอุดมการณ์และค่านิยมหลักในสังคมปัจจุบัน ซึ่งสร้างความได้เปรียบให้แก่บรรษัทเป็นการป้อนกลับเชิงบวกทำให้บรรษัทมีขนาดใหญ่และเข้มแข็งขึ้น

หากจะสรุปอุดมการณ์ของบรรษัทให้เหลือคำเดียวตามทัศนะของ มาร์โจรี เคลลี นักเขียนและนักเคลื่อนไหวชาวสหรัฐคงได้แก่ “เทวสิทธิ์ของทุน” ซึ่งเป็นชื่อของหนังสือเล่มล่าสุดของเธอ (..2001) เคลลี เห็นว่าระบบกฎหมายและการปฏิบัติให้อำนาจสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น ผู้บริหารที่ปฏิบัติโดยคำนึงถึงด้านอื่น เช่นสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อแรงงาน ก็จะถูกคุกคามด้วยการถูกซื้อกิจการหรือตัวผู้บริหารนั้นถูกปลด เธอเห็นว่าจะต้องแก้ไขกฎระเบียบให้บรรษัทต้องรับผิดชอบต่อชุมชนและแรงงาน ไม่ใช่รับผิดชอบแต่เพียงผู้ถือหุ้น

ไม่เพียงด้านอุดมการณ์ บรรษัทข้ามชาติยังเป็นแบบอย่างของการจัดตั้งองค์การและการบริหาร ผลักดันให้องค์การที่มีอำนาจอื่นที่สำคัญคือองค์การรัฐมีการจัดตั้งในแบบเดียวกับบรรษัท โดยเชื่อกันว่าหากรัฐบาลมีการจัดตั้งและการบริหารจัดการแบบบรรษัทก็จะทำให้ประเทศมั่งคั่งร่ำรวยหรือเจริญไล่ทันประเทศพัฒนาแล้วได้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นประเทศที่นิยมยกเป็นตัวอย่าง จนกระทั่งบางทีให้สมญาประเทศทั้งสองว่าบรรษัทญี่ปุ่นและบรรษัทสิงคโปร์

มีผู้ชี้ว่าการบริหารจัดการแบบบรรษัทนั้นเป็นแบบอภิชนาธิปไตย (Oligarchy) คล้ายกับนครรัฐของกรีกโบราณ หรือสิงคโปร์ในปัจจุบัน นั่นคือเป็นการปกครองโดยคนกลุ่มเล็กๆเป็นผู้บริหารระดับสูงกับคณะกรรมการ ที่ควบคุมสั่งการทั้งหมดแบบบูรณาการ ผู้ปฏิบัติงานหรือพนักงานใดที่มีความสามารถสูงจะได้รับการส่งเสริมเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามเป้าก็จะหล่นหายไป การบริหารแบบนี้จะมีการกระจายอำนาจควบคู่กับการติดตามผลแบบรวมศูนย์ เมื่อการบริหารจัดการแบบบรรษัทแผ่ไป ก็ย่อมขัดกับการบริหารจัดการแบบประชาธิปไตยอย่างยากที่จะเลี่ยงได้

ในระยะหลังเมื่อเกิดขบวนการประชาสังคมที่ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ ได้มีการชี้ว่าการเติบโตอย่างไม่มีใครควบคุมได้ของบรรษัทเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย โดยที่ด้านหนึ่งบรรษัทมีความมั่งคั่งสูง ซึ่งหมายถึงว่าเป็นกลุ่มที่รวมศูนย์อำนาจทางการเมืองได้ด้วย อีกด้านหนึ่ง การบริหารจัดการแบบบรรษัท ทำให้การบริหารจัดการประเทศขาดความเป็นประชาธิปไตย

ประเด็นเหล่านี้ เป็นที่ถกเถียงกันอยู่และดูจะไม่ยุติง่าย เพราะขณะที่ผู้คนทั่วไปมีความต้องการจะปกป้องรักษาสิทธิประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็มีความต้องการที่จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะยกคุณภาพชีวิต และเพราะว่าถ้าไม่โตก็ต้องตายไปท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น

) อำนาจในการครอบงำทางวัฒนธรรมและความรู้ ข่าวสารและความรู้นั้นส่วนใหญ่ปัจเจกชนและชุมชนเป็นผู้สร้างขึ้น เช่นภาพถ่าย การสนทนากัน การละเล่นพักผ่อนบันเทิงในครอบครัวและชุมชน การสร้างข่าวสารและความรู้ของผู้คนทั่วไป เช่นเกษตรกร นักบวชและเจ้าหน้าที่พนักงานในองค์การต่างๆ  วัฒนธรรมและความรู้เหล่านี้ อาจนับได้ว่าเป็นกระแสธารใหญ่ มีความสำคัญและพลังในตัวของมัน แต่ก็มีลักษณะกระจัดกระจาย เป็นเหตุปัจจัยให้ถูกควบคุมจากวัฒนธรรมและความรู้ที่มีลักษณะรวมศูนย์สูงของบรรษัทข้ามชาติได้ง่าย

บรรษัทเหล่านี้ มีอำนาจครอบงำทางวัฒนธรรมและความรู้ของสังคมและของโลกได้ โดยการเข้าผูกขาดในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ซึ่งใน ค..1998 มีมูลค่าตลาดทั้งสิ้นประมาณ 2.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยการผลิตหนังสือ สิ่งพิมพ์ สื่อมวลชนอื่นได้แก่โทรทัศน์ วิทยุ (ทั้งตัวเครื่องและรายการ) และภาพยนตร์ การกีฬา การท่องเที่ยวและการบันเทิง ดนตรี เพลง เป็นต้น การครอบงำนี้กระทำได้โดยมีกฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรรองรับ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรสำคัญๆไม่ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เช่นจากนักประดิษฐ์กลุ่มหนึ่งมักตกเป็นของบรรษัทในที่สุด กลไกสำคัญในการครอบงำก็คือระบบตลาด เมื่อวัฒนธรรมและความรู้ถูกทำให้เป็นสินค้า บรรษัทซึ่งมีศักยภาพสูงทางการผลิต และการตลาด ย่อมต้องเป็นผู้แสดงสำคัญของเรื่องนี้โดยธรรมชาติ

การครอบงำทางวัฒนธรรมและความรู้ความคิดนั้นมีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการได้แก่

(1) การสร้างวัฒนธรรมบริโภคนิยม บรรษัทสามารถอาศัยกลไกทางตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ควบคุมความต้องการของสังคม กระตุ้นให้ผู้คนเกิดความต้องการบริโภคทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น และการบริโภคเพื่อแสดงฐานะทางสังคม การติดในยี่ห้อหรือแบรนด์เนม เมื่อผู้คนพากันหลงติดในการบริโภค ก็มีแนวโน้มที่จะลดความสนใจในด้านอื่น เช่นความสุขและความบันเทิงที่ไม่ต้องซื้อหาแบบเป็นสินค้า

วัฒนธรรมบริโภคนิยมที่มีอิทธิพลสูง ส่วนหนึ่งเกิดจากบรรษัทใช้งบโฆษณาไม่น้อย เพื่อสร้างแบรนด์เนมให้แก่สินค้าของตน สร้างความเชื่อถือแก่ผู้บริโภคให้มีความจงรักภักดีต่อสินค้านั้น แบรนด์เนมบางชื่อมีมูลค่านับเป็นหมื่นๆล้านบาท ไม่เพียงเท่านั้นยังได้ลามเข้าสู่การโฆษณารัฐในทำนองเดียวกัน ปีเตอร์ แวน แฮม นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันความสัมพันธ์ข้ามชาติเนเธอร์แลนด์ เขียนบทความชื่อ “การรุ่งขึ้นของรัฐติดยี่ห้อ” (The Rise of the Brand State) ลงในนิตยสารฟอเรน แอฟแฟรส์ ฉบับเดือนกันยายน/ตุลาคม ค..2001 ตั้งข้อสังเกตว่าในปัจจุบันกำลังมีกระแสการเกิดขึ้นของรัฐติดยี่ห้อ (Brand State) โดยที่รัฐต่างๆ พยายามที่จะเสนอตนเองว่าเป็นอย่างไรในแผนที่ทางจิตใจของโลก เช่นสิงคโปร์แสดงในรูปของสตรีสาวสวยที่มีรอยยิ้ม ส่วนไอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีลมแรง เกาะที่เขียวชะอุ่ม และเด็กผมสีแดง นักวิชาการท่านนี้ชี้ว่า “ทุกวันนี้ปัจเจกชน บริษัท นคร ประเทศ และทวีปต่างพากันทำการตลาดอย่างมืออาชีพ และบ่อยครั้งผ่านเทคนิคการขายเชิงรุก”

(2) การนำพาผู้คนไปสู่เรื่องอันเป็นที่น่าสนใจ เช่นนำเสนอกรณีอื้อฉาวของประธานาธิบดีคลินตัน หรือเรื่องที่สนุกสนานบันเทิงต่างๆ แทนที่จะนำเสนอปัญหาของประเทศ หรือประเด็นอันมีผลกระทบสูงต่อสังคมในปัจจุบันและอนาคต เช่นในช่วงที่เกิดกรณีอื้อฉาวดังกล่าว ได้มีข่าวนักวางระเบิดต่อเนื่องที่ทางการเอฟบีไอสหรัฐตั้งสมญานามว่า “ยูเนบอมเบอร์” (Unabomber) ได้เข้ามอบตัว นักวางระเบิดผู้นี้ต่อต้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเห็นว่าก่อให้เกิดผลร้ายมากมาย และพร้อมที่จะให้การ ดังนั้น เรื่องผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยีจึงไม่ได้นำมาเสนอให้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคม

(3) การปิดกั้น มีการปิดกั้นทั้งแนวคิดหรือความคิดไปจนถึงภาพข่าวซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบที่ทำให้บรรษัทดำรงความได้เปรียบ เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงองค์การพหุภาคีมีธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ หรือการจัดชุมนุมอย่างสันติครั้งใหญ่ที่กรุงวอชิงตันเพื่อต่อต้านสงคราม มีผู้เข้าร่วมระหว่าง 75,000–100,000 คน เมื่อกลางเดือน เมษายน 2545 แต่ก็ไม่เป็นข่าวที่สื่อกระแสหลักนำไปรายงาน คงให้ความสนใจเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นต้น

) อำนาจในการใช้เทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสาร เทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสาร ทำให้กระบวนโลกาภิวัตน์เป็นไปได้ ทำให้ทุนสามารถเคลื่อนย้าย และการบริหารจัดการทั้งโลก ดำเนินไปเหมือนอยู่ในเวลาเดียวกัน(Real Time) ซึ่งบรรษัทข้ามชาติเป็นผู้ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มที่ อุตสาหกรรมทางด้านข่าวสารและการสื่อสารก้าวเข้าสู่การผูกขาดอย่างรวดเร็ว เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิตัลทั้งภายในและระหว่างประเทศ การเกิดขึ้นของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีภาพลักษณ์ว่าสามารถทำลายการผูกขาดทางข่าวสารได้ในระดับหนึ่ง แต่ในทางเป็นจริงช่องว่างทางดิจิตัลยังคงขยายตัวออก ทุกวันนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีจำนวนหลายร้อยล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว และถึงแม้จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 พันล้านคน ก็ยังคงเป็นส่วนน้อยของประชากรโลกที่มีกว่า 6 พันล้านคน และแม้ว่าอำนาจและบทบาทของเทคโนโลยีข่าวสารมีความเป็นไปได้หลายทาง แต่ทางหนึ่งที่มีความเป็นไปได้สูงก็คือมันจะถูกทำให้เป็นเครื่องมือหรือโครงสร้างที่สำคัญ ในการควบคุมสังคม

4) ผลกระทบสำคัญของกระบวนโลกาภิวัตน์เป็นอย่างไร 

กระบวนโลกาภิวัตน์มีองค์ประกอบ 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนที่หนึ่งได้แก่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างในระบบทุนนิยมที่ทุนการเงินมีอำนาจสูงต้องการยกเครื่องกีดกันทางพรมแดนและอื่นๆออกให้หมด เพื่อให้เงินทุนและสินค้าสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ซึ่งทำกำไรได้ อันเป็นที่มาของคำว่า “ธุรกิจไร้พรมแดน” ภาวะไร้พรมแดนนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงพรมแดนระหว่างประเทศ หากยังหมายรวมถึงพรมแดนของธุรกิจในประเทศด้วย ได้แก่ การแปรรูปธุรกิจของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ให้กลายเป็นแบบธุรกิจเอกชน หรือให้เอกชนเป็นเจ้าของดำเนินการ ลำพังส่วนนี้ ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อโฉมหน้าของเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และสังคม รวมไปถึงวัฒนธรรมและชีวิตทางการงาน องค์ประกอบส่วนที่สอง ได้แก่ การปฏิวัติทางเทคโนโลยีโดยมีเทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสารเป็นกระดูกสันหลัง ซึ่งทำให้องค์ประกอบส่วนที่หนึ่งเป็นไปได้ทั้งยังมีความเข้มข้นขึ้น

มีนักวิชาการบางท่าน เช่น ทอฟเลอร์ ตีความหมายว่า กระบวนโลกาภิวัตน์นั้นเกิดจากการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้นหรือเป็นหลัก และสร้างสังคมเครือข่าย (Network Society) ขึ้น การปฏิวัตินี้ทำให้แม้แต่ระบบทุนนิยมก็ยังต้องคล้อยตามไป แต่ในทางเป็นจริงแล้ว พลังทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยตัวมันเองนั้น ไร้ทิศทาง ฉะนั้นจึงมีแรงไม่มากนัก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องการเจตนาหรือทิศทางจึงจะมีแรงในการผลักดันขับเคลื่อน บรรษัทข้ามชาติเป็นสถาบันที่กำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวเหล่านี้ นอกจากนั้น ยังเห็นได้ว่าสืบเนื่องจากการแข่งขันกันอย่างดุเดือดทางการผลิต ผลักดันให้องค์การธุรกิจต่างๆ เช่นบรรษัทในสหรัฐและญี่ปุ่น เป็นต้น พากันตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาหรือให้ทุนการวิจัยแก่สถาบันการศึกษา เพื่อปรับปรุงการผลิต ยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งรัฐบาลอันเป็นพันธมิตรกับบรรษัท ก็ได้ดำเนินการวิจัยหรือให้ทุนแก่การวิจัยอันส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือสร้าง “กำปั้นที่ซ่อนไว้” เพื่อสนับสนุนกระบวนโลกาภิวัตน์ เหตุปัจจัยดังกล่าวเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระยะใกล้นี้

มีกลุ่มบุคคลที่ตีความหมายกระบวนโลกาภิวัตน์ว่า เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบทุนนิยม ซึ่งถ้าหากมองด้านบวกก็เห็นว่าเป็นชัยชนะของระบบทุนนิยมและตลาดโลกเสรี หรือมองด้านลบก็คือรูปแบบการขูดรีดขั้นสูงของระบบทุนนิยม แต่ในทางเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบทุนนิยมอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถผลักดันหรือทำให้กระบวนโลกาภิวัตน์เป็นจริงได้ ถ้าขาดการปฏิวัติทางเทคโนโลยี

อนึ่ง แม้ว่ากระบวนโลกาภิวัตน์มีองค์ประกอบ 2 ส่วนซึ่งต้องพิจารณาร่วมกันไป แต่ว่าทั้งสองส่วนนั้นก็อาจเป็นอิสระต่อกันได้ในระดับหนึ่ง เป็นต้นว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น แม้ว่าโดยทั่วไปจะเป็นไปตามการควบคุมของบรรษัท แต่ก็มีเทคโนโลยีบางส่วนเช่นเครือข่ายอินเทอร์เนต ซึ่งกลุ่มวงการอื่นสามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่นขบวนการสังคมใหม่ที่ใช้ต่อต้านกระบวนการโลกาภิวัตน์เอง นอกจากนี้ ยังพบว่าขบวนการก่อการร้าย หรือองค์การอาชญากรรมข้ามชาติ ก็ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทางอินเทอร์เน็ตได้เช่นเดียวกัน ซึ่งก็คาดหมายได้ว่ามีแนวโน้มที่รัฐบาลต่างๆจะใช้ข้ออ้างจำนวนหนึ่ง เพื่อทำให้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตใช้ประโยชน์ทางธุรกิจและกิจการของรัฐเป็นสำคัญ หรือองค์การพหุภาคีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนกระบวนโลกาภิวัตน์แบบบรรษัท อาจจะถูกกดดันเรียกร้องจากประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น ให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ประเทศที่ยากจนมากขึ้น โดยที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการปฏิวัติทางเทคโนโลยีมากนัก

หากยกเอาเรื่องชอบหรือไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยออก ก็จะพบว่า กระบวนโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลกระทบอย่างสูงต่อโลกหลายประการ ที่สำคัญได้แก่

) การบูรณาการประเทศต่างๆในโลกเข้าด้วยกันอย่างทั่วด้าน พื้นฐานได้แก่ ทางด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ตลาดโลก เขตการค้าเสรี มีสหภาพยุโรปและเอเปก เป็นต้น ทางด้านเทคโนโลยี มีการถ่ายทอดหรือกระจายเทคโนโลยีทางการผลิตไปยังดินแดนต่างๆ ทำให้การผลิตทั้งหลายเปลี่ยนเป็นแบบอุตสาหกรรม ชีวิตการทำงานและรูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไป ในทางการเมือง กระบวนโลกาภิวัตน์ทำให้อำนาจรัฐลดลง และชักนำให้รัฐต่างๆแสดงบทบาทในการรักษาและส่งเสริมกระบวนการนี้มากขึ้น ในทางสังคมและวัฒนธรรม ก่อให้เกิดการไปมาหาสู่ การแลกเปลี่ยน การบริโภคที่มีความคล้ายคลึงกันมากขึ้น ช็อปปิงมอลล์ทั่วโลกขายสินค้าที่คล้ายๆ กัน

) การทำให้ระบบโลก (World-System) กลายเป็นระบบทุนนิยมอย่างแท้จริงอีกครั้งหนึ่ง กระบวนโลกาภิวัตน์ได้ขึ้นสู่กระแสสูงในทศวรรษ 1990 ซึ่งประจวบกับการพังทะลายของระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ดังนั้นกระบวนโลกาภิวัตน์จึงได้ทำให้ระบบโลก (World-System) กลายเป็นระบบทุนนิยมอย่างแท้จริงอีกครั้งหนึ่ง กระบวนโลกาภิวัตน์ได้ดึงดูดเอานานาประเทศเข้าสู่ตลาดโลก ครอบงำจำนวนประชากรมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประเทศกำลังพัฒนาต่างต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี และการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาด กระบวนโลกาภิวัตน์ได้แสดงถึงความเหนือกว่าของอารยธรรมตะวันตก และโดยเฉพาะวัฒนธรรมอเมริกา อย่างไรก็ตาม การที่ระบบโลกกลายเป็นระบบทุนนิยม ไม่ได้หมายถึงว่าประชากรทั้งโลกได้ถูกดึงเข้าสู่หรือมีส่วนร่วมในตลาดโลก ยังคงมีผู้คนจำนวนมากในชนบทอันห่างไกล ที่ดำเนินชีวิตไม่ต่างจากเดิมนัก และจำนวนนับพันล้านคนไม่ได้เข้าสู่หรือมีส่วนร่วมในกลไกตลาดโลก

นอกจากนี้ นับแต่โลกาภิวัตน์ขึ้นสู่กระแสสูง ได้เกิดวิกฤติการเงินในที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ช่วงปี 1990 เกิดในยุโรปตะวันตก ปี 1995 เกิดขึ้นที่เม็กซิโก ปี 1997-8 เกิดขึ้นที่เอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่งผลกระทบไปยังตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก เดนนิส พิเรจส์ ศาสตราจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ ผู้อำนวยการโครงการแฮร์ริสัน ว่าด้วยระเบียบวาระโลกในอนาคต ที่มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ สหรัฐ ได้ตั้งข้อสังเกตเตือนถึงด้านลบของกระบวนการโลกาภิวัตน์ว่ามีอยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

(1) โลกาภิวัตน์ทำให้อำนาจรัฐหรืออำนาจทางการเมืองอ่อนลง โดยที่ไม่มีสถาบันอื่นในทำนองเดียวกันเข้ามาแทนที่ อำนาจทางการเมืองนั้นหมายถึง “อำนาจในการกำหนดค่านิยม” ซึ่งจะกระทำในสังเวียนการเมือง มีการถกแถลงกันแบบรวมหมู่ เพื่อตกลงกันที่จะกำหนดลักษณะของสังคมในอนาคตว่าเป็นอย่างไร กระบวนโลกาภิวัตน์ได้ทำลายอำนาจนี้โดยการทำให้อาณาเขตของรัฐล้าสมัย อธิปไตยทางเศรษฐกิจถูกคุกคาม และการตัดสินใจทางการเมืองรวมทั้งที่เป็นการเมืองระหว่างประเทศจะต้องกระทำทันที

(2) การบูรณาการทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันเป็นตลาดโลกเดียว ่อให้เกิดความเสี่ยง 4 อย่างได้แก่

-การติดเชื้อ วิกฤติเศรษฐกิจในที่หนึ่งสามารถส่งผลกระทบไปยังที่อื่นได้อย่างรวดเร็ว

-ความอ่อนแอกระเสาะกระแสะและการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของเงินทุนปริมาณมากทำให้ระบบการเงินโลกไม่มั่นคง เช่นกรณีการล้มครืนของเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-การขูดรีดแรงงานและธรรมชาติ เนื่องจากการสามารถย้ายเงินทุนได้อย่างสะดวก

-การกระทบต่อความเป็นปรกติสุข ทำให้คนงานจำนวนมากไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นปรกติสุขได้ เนื่องจากมีการย้ายโรงงานจากที่โน่นไปที่นี่อยู่ตลอด

(3) ความไม่มั่นคงทางนิเวศ เกิดโรคระบาดในหมู่มนุษย์ การรุกรานทางชีวะ (Bio-Invasion) การรอนแรมของชนิดพืช/สัตว์ (Species Hitchhiking)

(4) การทำลายและการทำให้วัฒนธรรมเป็นสิ่งตื้นเขิน เนื่องจากการบูรณาการทางวัฒนธรรม เป็นการพูดข้างเดียว (Monologue) มากกว่าการพูดเจรจา (Dialogue) เกิดอุตสาหกรรมวัฒนธรรมหรือการทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นสินค้า และท้ายสุด ก่ออันตรายต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมในประเทศพัฒนาแล้ว เช่นภายใต้กฎการค้าเสรี ประเทศแคนาดาไม่สามารถเข้าแทรกแซงการรุกรานทางวัฒนธรรมของสหรัฐ และประเทศฝรั่งเศสไม่สามารถคุ้มครองอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของตนได้

จากที่กล่าวนี้จะเห็นได้ว่ากระบวนโลกาภิวัตน์ไม่ใช่กฎธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จำต้องเป็น และไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือขัดขวางไม่ได้ หากเป็นสิ่งที่คนเราสร้างขึ้นมาเองตามอำเภอใจ สามารถชะลอ เร่งอัตรา หรือเสื่อมสลายไปได้ตามพฤติกรรมของมนุษย์ อันที่จริงแล้วก็มีการพูดถึงการสิ้นยุคโลกาภิวัตน์อยู่ไม่น้อย เช่น บทความในนิตยสารฟอร์จูน ของสหรัฐ ฉบับวันที่ 22 ตุลาคม 2001 หลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2544 ได้ตั้งคำถามว่าโลกาภิวัตน์จะสิ้นสุดลงแล้วหรือ และชี้บทเรียนการสิ้นสุดของโลกาภิวัตน์ครั้งที่หนึ่งใน ค..1914 (..2467) ว่าเกิดจากมีผู้รู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีส่วนได้อะไรด้วย ซึ่งในครั้งนั้นจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีเสื่อมอำนาจลง และคิดว่าตนเองไม่มีอะไรเสียหากจะก่อสงครามขึ้น “ปัจจุบันนี้อำนาจยิ่งไม่มีรูปแบบโครงสร้างที่แน่นอน ไม่ว่าสหรัฐจะตอบโต้อย่างไร ก็ถึงเวลาที่จะคิดทบทวนว่าเหตุใดจึงมีผู้คนจำนวนมากไม่สนใจที่จะสร้างโลกนี้ให้ปลอดภัยสำหรับทุนนิยม หาไม่เช่นนั้นโลกาภิวัตน์ครั้งที่สองก็มีโอกาสจะสิ้นสุดไปเหมือนกับครั้งแรก”

ฮาร์โรลด์ เจมส์ ศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยพรินสตัน สหรัฐ ได้เขียนหนังสือชื่อ “ปลายทางโลกาภิวัตน์” (The End of Globalization, 2001) ชี้ให้เห็นความพินาศของโลกาภิวัตน์ในภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ (The Great Depression) ชี้ให้เห็นว่าเกิดจากองค์ประกอบของเศรษฐกิจโลก 3 ประการด้วยกันได้แก่ การเคลื่อนย้ายเงินทุน ารค้า และการอพยพผู้คน ความไม่พอใจต่อการเคลื่อนย้ายทั้งสามประการนี้ ตลอดจนความพยายามในการสร้างนโยบายและสถาบันเพื่อบรรเทาความกังวลต่อการคุกคามของโลกาภิวัตน์ ได้นำมาสู่การพังพินาศของกระบวนการนี้ในที่สุด เจมส์ ชี้ว่า ในปัจจุบันได้มีเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับที่เคยเกิดขึ้นนี้ เช่นการบูรณาการเศรษฐกิจเข้าด้วยกันทำให้เกิดความอ่อนแอติดเชื้อง่ายและตลาดการเงินก็ไม่มั่นคง เป็นต้น แต่เจมส์ก็ไม่ได้ระบุชัดว่าจะมีภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างที่เคยเกิดหรือไม่

1.3  การเป็นแบบภูมิภาค (Localization) และเขตการค้าเสรี (Free Trade Area)

ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความไม่แน่นอนอาจกล่าวได้ว่าที่กระแสโลกาภิวัตน์จะสร้างตลาดโลกเสรีที่เป็นหนึ่งเดียวนั้นมีความเป็นไปได้น้อยลงทุกที การเป็นแบบภูมิภาค (Localization) และการจัดตั้งเขตการค้าเสรีในภูมิภาคต่างๆ หรือเป็นการตกลงระหว่างหลายประเทศหรือสองประเทศน่าจะมีความสำคัญยิ่งขึ้น

มีเหตุปัจจัยอยู่ 2 ประการ ที่ทำให้การสร้างตลาดโลกที่เป็นหนึ่งเดียวมีความเป็นไปได้ลดลง คือ ข้อแรกมีตำนานหรือเรื่องไม่จริง (Myth) เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ได้เปิดเผยออกมา และรัฐดูจะมีความแข็งแกร่งมาก และไม่ได้อ่อนแอลงตามกระแสโลกาภิวัตน์อย่างที่กล่าวกัน ข้อที่สองก็คือตลาดเสรีเองมีความอ่อนแอหลายประการ จนยากที่จะเป็นแกนให้แก่โลกทั้งโลกได้

เหตุปัจจัยที่ 1 เรื่องเล่าที่ไม่เป็นจริงเกี่ยวกับกระบวนโลกาภิวัตน์

(1) เรื่องการพึ่งพากันระหว่างประเทศ เคนเนธ เอ็น. วอลท์ซ ศาสตราจารย์ทางด้านความสัมพันธ์ข้ามชาติที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นนักทฤษฎีทางด้านความสัมพันธ์ข้ามชาติที่เด่นมากผู้หนึ่งในศตวรรษที่ 20 ได้เขียนบทความชื่อ “โลกาภิวัตน์กับการปกครอง” (Globalization And Governance, 1999) ชี้ว่าการพึ่งพิงกันระหว่างรัฐซึ่งวัดจากการค้าและการไหลเวียนของเงินทุนเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศนั้นใน ค..1979 (..2522) ค่อนข้างต่ำ การพึ่งพิงกันนี้ได้เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ไม่เคยสูงกว่าในปี ค..1910 และหากนับการเคลื่อนไหวของแรงงาน และการพึ่งพากันทางทหารระหว่างรัฐแล้ว ก็น้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ นี่เป็นตำนานที่ไม่เป็นจริงข้อแรกของโลกาภิวัตน์ที่มักกล่าวกันว่า กระแสโลกาภิวัตน์นี้ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องพึ่งพากันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หากดูรายละเอียดจะพบข้อเท็จจริงว่า สหรัฐผลิตสินค้าที่ตนซื้อใช้ถึงร้อยละ 88 ภาคธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ เช่นการบริหารรัฐบาล การก่อสร้าง องค์การสาธารณประโยชน์ สาธารณูปโภค การค้าส่งและค้าปลีกจ้างแรงงานถึงร้อยละ 82 เขตเศรษฐกิจสำคัญของโลก ได้แก่สหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป รวมกันแล้วส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 12 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สิ่งที่เห็นในกระบวนโลกาภิวัตน์ไม่ใช่การพึ่งพากันระหว่างรัฐ หากเป็นความไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศ

(2) เรื่องการเป็นแบบทั้งโลก ที่กล่าวกันว่าโลกาภิวัตน์ทำให้เศรษฐกิจทั้งโลกต่อเชื่อมกันเป็นเศรษฐกิจโลกขึ้น ศาสตราจารย์วอลท์ซ เห็นว่า ตามความเป็นจริงนั้นโลกาภิวัตน์ไม่ได้เป็นแบบทั้งโลก หากจำกัดอยู่แต่ในเขตละติจูดเหนือ เช่นมีผู้ชี้ว่าในปี ค..1991 (..2534) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศซึ่งถือว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเป็นโลกาภิวัตน์ ราวร้อยละ 81 อยู่ในเขตประเทศฝ่ายเหนือที่มีค่าจ้างแรงงานสูง ที่สำคัญได้แก่สหรัฐ ตามด้วยอังกฤษ เยอรมนี และแคนาดา ยิ่งกว่านั้นอัตราการรวมศูนย์ยังเพิ่มขึ้นถึง 12 จุดนับแต่ปี ค..1967 นอกจากนี้ ยังมีผู้เขียนบทวิจารณ์ลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 6 .. 2545 ว่า มีปรากฏการณ์เอนเอียงทางการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งมีมูลค่าหุ้นของทั้งตลาดหลักทรัพย์ราวร้อยละ 53 ของทั้งโลก แต่นักลงทุนในกองทุนต่างๆ ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐสูงถึงร้อยละ 90          

(3) เรื่องแนวโน้มความคล้ายกันทั่วโลก ที่กล่าวว่าการบูรณาการเศรษฐกิจเข้าด้วยกันทำให้ราคาผลผลิต ค่าจ้างแรงงาน ความมั่งคั่ง อัตราดอกเบี้ยและกำไร มีแนวโน้มคล้ายกันทั่วโลก แต่ความจริงนั้นเกิดภาวะแตกต่างเหลื่อมล้ำกัน เช่นช่องว่างระหว่างประเทศเหนือและใต้ขยายตัว และแม้ในประเทศร่ำรวยอันเป็นเขตหรือศูนย์กลางของโลกาภิวัตน์เองก็ยังคงมีความแตกต่างอยู่มาก ทั้งไม่ยอมลดทอนลง ตัวอย่างเช่นสหรัฐต้องพึ่งพาการนำเข้าทุน ยุโรปตะวันตกไม่ต้องทำเช่นนั้นและญี่ปุ่นเป็นผู้ส่งออกทุนรายใหญ่ หรือประเทศพัฒนาแล้วก็มีชะตากรรมเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ต่างกัน ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันตกมีอัตราการว่างงานสูงอย่างต่อเนื่อง ประเทศญี่ปุ่นประสบภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ส่วนสหรัฐเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 1990 (เพิ่งชะลอตัวในปี 2001)

จากความไม่สม่ำเสมอที่ชัดเจนนี้ ทำให้ข้อสมมุติฐานว่าการที่ประเทศต่างๆ พึ่งพิงกันในกระบวนโลกาภิวัตน์จะช่วยขจัดสงครามได้ ดูจะไม่เป็นจริง เพราะการพึ่งพิงกันอย่างสูงใน ค..1910 ก็เกิดการเสียสมดุลจนเกิดสงครามโลกได้ การพึ่งพิงกันในกระบวนโลกาภิวัตน์จึงไม่สมดุล และมีการแข่งขันสูง ต่างชิงกันขึ้นหน้า ย่อมนำมาสู่การกระทบกระทั่งกันระหว่างประเทศ และรัฐมีบทบาทสำคัญขึ้น ไม่ได้ลดลงมากมายอย่างที่กล่าว

ศาสตราจารย์วอลท์ซ เห็นว่าศตวรรษที่ยี่สิบเป็นศตวรรษของรัฐประชาชาติ ศตวรรษที่ 21 ก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย ทั้งนี้เนื่องจากรัฐทั้งหลายมีความสามารถในการปรับตัวและป้องกันตนเองด้วย นั่นคือ ปรับตัวให้เข้ากับการไหลเวียนอย่างเร็วของเงินทุน และการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของบรรษัท ความไม่เทียมกันระหว่างประเทศผลักดันให้บทบาทของการเมืองในประเทศหนึ่งๆ สูงขึ้น และดำเนินการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่นเขตเศรษฐกิจเสรีนั้นโดยมากผลักดันโดยรัฐไม่ใช่ธุรกิจ การแข่งขันระหว่างประเทศไม่ยอมอยู่ใต้การนำของสหรัฐซึ่งมีอิทธิพลลดลง เหล่านี้ในที่สุดทำให้การเมืองก็ยังคงอยู่เหนือเศรษฐกิจ

เหตุปัจจัยที่ 2 ความอ่อนแอของระบบตลาดเสรีโลก

ความอ่อนแอของระบบตลาดเสรีโลก เป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระแสโลกาภิวัตน์อ่อนตัว และเกิดกระบวนการภูมิภาคนิยมและเขตการค้าเสรีในหลายที่ ปรากฏการณ์ซึ่งแสดงความอ่อนแอของระบบตลาดเสรีโลกได้แก่

(1) เกิดวิกฤติทางการเงินหลายระลอก โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น เม็กซิโกในช่วงปี 1995 เอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ปี 1997 และอาร์เจนตินา ปี 2002 สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างการไหลเวียนของเงินทุนและกลไกตลาดในฐานะที่เป็นสิ่งสร้างความเติบโตและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ เฟรด ซี. เบิร์กสเตน ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศเห็นว่า ระบบการเงินระหว่างประเทศที่ดำรงอยู่นี้มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดวิกฤติ

(2) องค์การระหว่างประเทศด้านการเงินถูกประท้วงคัดค้าน องค์การพหุภาคีระหว่างประเทศ ที่ดูแลทางด้านเงินทุนและตลาดโลก ได้แก่ ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลก ถูกประท้วงคัดค้าน เกิดความรวนเร ขัดแย้งภายใน จนไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและภาคภูมิได้เหมือนเดิม

(3) ภาวะการค้าโลกหดตัว ในช่วงปี 2544 ภาวะการค้าโลกหดตัวลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน และคาดว่าในปี 2545 ภาวะการณ์ก็ไม่ดีขึ้นนัก

(4) มีการแทรกแซงระบบตลาดอย่างหนัก โดยเฉพาะในยามเมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น การที่รัฐบาลต่างๆ ใช้มาตรการทั้งการเงินการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้แต่ในสหรัฐซึ่งประกาศความเชื่อมั่นในกลไกตลาดอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ก็ได้ดำเนินการที่ถือว่าเป็นการแทรกแซงตลาด เช่นการลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันกว่าสิบครั้ง การลดหย่อนภาษีโดยเฉพาะภาษีนิติบุคคล และการเพิ่มค่าใช้จ่ายทางการทหารอย่างสูงลิ่ว

(5) เกิดปรากฏการณ์กีดกันทางการค้าสูง โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งเป็นแกนสนับสนุนตลาดเสรี เช่นตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเหล็กเป็นร้อยละ 30 ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก การออกกฎหมายสนับสนุนการเกษตรภายในประเทศ เป็นต้น

(6) เศรษฐกิจใต้ดินหรือเศรษฐกิจนอกระบบตลาดมีขนาดใหญ่และเติบโตขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบธนาคารใต้ดินแพร่หลายในหลายภูมิภาค สามารถโอนเงินโดยอาศัยความไว้วางใจกันไม่ใช่ด้วยการทำสัญญา

(7) ไม่มีการริเริ่มใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาระบบตลาด ในระยะ 4-5 ปีมานี้ ไม่มีนโยบายทางการค้าหรือการริเริ่มใหม่อะไรที่จะช่วยแก้ปัญหาของระบบตลาด ยังคงยึดติดกับนโยบาย “ฉันทามติวอชิงตัน” ที่เสนอมาราวยี่สิบปี และดูจะล้าสมัยไปแล้ว ศาสตราจารย์จอห์น เกรย์ แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ได้เขียนความเรียงในนิตยสารนิวสเตทแมน ฉบับ 25 มีนาคม 2002 ชื่อ “ความผุพังของตลาดเสรี” (The Decay of the Free Market) ชี้ว่าความหลากหลายทางเศรษฐกิจ เกิดจากแบบวิธีดำเนินชีวิตที่ต่างกันของครัวเรือน ความเชื่อทางศาสนา และประวัติศาสตร์ทางการเมือง ดังนั้น โลกจึงจะไม่มีวิวัฒนาการไปสู่เศรษฐกิจแบบตลาดเพียงหนึ่งเดียว

จากเหตุปัจจัยทั้งสอง ทำให้ภาพวาดของกระบวนโลกาภิวัตน์ที่จะเชื่อมโยงตลาดทั้งโลกให้เป็นหนึ่งเดียวดูยากที่จะเป็นจริง ดังนั้น จึงปรากฏภาพที่คู่ขนานกัน นั่นคือ ขณะที่มีความพยายามจะสร้างระเบียบของตลาดโลกที่เป็นหนึ่งเดียว กำกับดูแลโดยองค์การการค้าโลก แต่ก็มีการตกลงระหว่างประเทศเพื่อสร้างเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) กว่า 130 แห่งและเพิ่มขึ้น แม้แต่ในเอเปกซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีหนึ่ง ก็ยังมีมติให้ประเทศในกลุ่มตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีได้ สถานการณ์ที่เป็นจริงในโลกจึงไม่ใช่ตลาดโลกเสรีที่เป็นหนึ่งเดียว และในอนาคตอันใกล้ก็จะไม่เป็นจริงเช่นนั้น หากเป็นโลกที่ประกอบด้วยเขตการค้าเสรีนับร้อย การเป็นแบบภูมิภาคดูจะเป็นจริงกว่าการเป็นแบบทั้งโลก

1.4 ขบวนการยุติธรรมโลก กลุ่มขวาจัด การก่อการร้ายและอื่นๆ

โลกาภิวัตน์ทิ้งคนจำนวนมากไว้เบื้องหลัง และดูเหมือนว่าการทิ้งนี้ยิ่งจะห่างขึ้นทุกที หากไม่ลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง มานูเอล คาสเทลส์ ศาสตราจารย์ทางสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เบิร์กเลย์ ได้เสนอเอกสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการพัฒนาในการประชุมของหน่วยงานสหประชาชาติ เมื่อปี ค.. 1998 ชี้ว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ คือมีมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้นนั้น ในประเทศพัฒนาแล้วมีเพียงราว 1 ใน 3 หรือร้อยละ 33 ถ้าหากคิดทั้งโลกน่าจะอยู่ราวร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด รายงานขององค์การสหประชาชาติ เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 .. 2545 ระบุว่าเด็กในประเทศกำลังพัฒนา มีโอกาสที่จะเสียชีวิตก่อนถึงอายุ 5 ขวบสูงเป็น 13 เท่าของเด็กในประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่จะเกิดกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวางขึ้น ได้แก่ขบวนการยุติธรรมโลก กลุ่มขวาจัด การก่อการร้ายและอื่นๆ

ขบวนการยุติธรรมโลก

ขบวนการยุติธรรมโลก (Global Justice Movement บางทีเรียกชื่ออื่นว่า ขบวนการสังคมใหม่ ขบวนโลกาภิวัตน์จากเบื้องล่าง ขบวนประชาสังคมโลก) ได้สำแดงกำลังเป็นที่ยอมรับเด่นชัดในการชุมนุมต่อต้านการประชุมองค์การการค้าโลกที่ซีแอตเติลในปลายปี 2542 และการประชุมไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลกต้นปี 2543 แต่มีประวัติการต่อสู้ในแนวทางนี้ยาวนานกว่านั้น ขบวนการนี้ต่อต้านบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ องค์การการค้าโลก ลัทธิยึดมั่นตลาด (Market Fundamentalism) ไปจนถึงลัทธิทุนนิยม

ขบวนการนี้เคลื่อนไหวอย่างคึกคักในสหรัฐ แคนาดา ยุโรปเกือบทุกประเทศ อินเดีย ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี เอกวาดอร์ และเม็กซิโก นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนไหวสูงในบางส่วนของสังคม เช่นภาคศาสนา แรงงาน เกษตรกรในหลายสิบประเทศในแอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา การเคลื่อนไหวเหล่านี้บ่อยครั้งเป็นการร่วมมือกันข้ามพรมแดน เช่น กลุ่มทางศาสนานับสิบประเทศ ร่วมกันต่อสู้เรียกร้องให้ยกเลิกหนี้สินของประเทศกำลังพัฒนา

การเคลื่อนไหวของขบวนการนี้ได้ชัยชนะที่เป็นรูปธรรม ได้แก่

(1) ในการประชุมองค์การการค้าโลกที่เมืองโดฮา ได้กดดันให้ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ ยอมให้ประเทศที่ยากจนเข้าถึงยารักษาโรคเอดส์และโรคติดต่อร้ายแรงอื่น

(2) ในการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะองค์กรในแคนาดาและฝรั่งเศส ทำให้ความตกลงหลายฝ่ายว่าด้วยการลงทุน (Multilateral Agreement on Investment) ที่ประเทศร่ำรวยตกลงทำขึ้นอย่างลับๆ ต้องล้มเหลวลงในปี 1998

(3) ในการกดดันให้ประเทศมั่งคั่งยอมลดหนี้สินให้แก่ประเทศที่ยากจนที่สุด

(4) ในการกดดันให้บรรษัทข้ามชาติจำนวนหนึ่ง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางด้าน และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและชีวิตมนุษย์มากขึ้น

(5) ในการกดดันให้ ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ ต้องปรับเปลี่ยนมาตรการบางอย่าง เช่นต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านน้ำให้เป็นธุรกิจเอกชนเป็นผลสำเร็จในโบิเวีย การปฏิรูปกฎหมายแรงงานในเกาหลีใต้ การแปรรูปโทรคมนาคมในคอสตาริกา

(6) ในการกดดันให้มีการเก็บภาษีเงินทุนที่เคลื่อนไหวเพื่อการเก็งกำไร จนประเทศยุโรปตะวันตกบางประเทศและแคนาดารับที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการเก็บภาษีนี้

(7) ในการกดดันให้จัดตั้งกลไกการล้มละลายระหว่างประเทศ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาเมื่อเผชิญกับวิกฤติหนี้ ซึ่งป้องกันไม่ให้รัฐบาลประเทศเหล่านี้ถูกฟ้องจากเจ้าหนี้ระหว่างการเจรจาประนอมหนี้ จนกระทั่งไอเอ็มเอฟยอมรับแนวคิดนี้ แต่ยังต้องดำเนินการอีกนานกว่าจะปฏิบัติเป็นจริงและเกิดประโยชน์แก่ประเทศกำลังพัฒนา

ขบวนการสันติภาพโลกที่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว โดยเฉพาะผ่านการโต้กลับ โดยการยกเรื่องชาตินิยมและสงครามต่อต้านการก่อการร้ายหลังวินาศกรรมเวิลด์เทรด/เพนตากอนแล้ว กล่าวได้ว่าสามารถเติบโตและบรรลุวุฒิภาวะในระดับที่แน่นอน เช่นการประกาศว่า การเคลื่อนไหวที่นำโดยขบวนการสันติภาพโลกนั้น เป็นกระบวนโลกาภิวัตน์ที่แท้จริง ไม่ใช่กระบวนโลกาภิวัตน์ที่นำโดยบรรษัทซึ่งเป็นไปเพื่อคนส่วนน้อย

ในการปาฐกถานำในการประชุมสมัชชาสังคมโลก (World Social Forum) ที่เมืองปอร์โต อะเลเกรอ ประเทศ บราซิล เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2545 โนม ชอมสกี้ ศาสตราจารย์แห่งสถาบันเอ็มไอทีได้กล่าวว่า “ตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ จุดหมายของทุกการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าของประชาชน เป็นไปเพื่อการสร้างขบวนการแห่งความเป็นปึกแผ่น ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบทั้งโลก เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วโลก ในทัศนะของผม ปอร์โต อะเลเกรอ เป็นการประชุมโลกาภิวัตน์แต่เพียงแห่งเดียว การประชุมที่ดำเนินอยู่ที่นครนิวยอร์ก เป็นการประชุมต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์ และพยายามที่จะขัดขวางความก้าวหน้านี้”

อย่างไรก็ตาม มีเสียงวิจารณ์ขบวนการยุติธรรมโลกอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะจากสื่อกระแสหลัก เจ้าหน้าที่รัฐและนักวิชาการจำนวนหนึ่ง การวิจารณ์นี้มีอยู่ 2 ด้านคือ ด้านหนึ่งวิจารณ์เนื้อหาการเคลื่อนไหว โดยระบุข้อกล่าวหาที่สำคัญว่าการเคลื่อนไหวเหล่านั้นเป็นการกระทำที่ต่อต้านกระบวนการโลกาภิวัตน์ ขัดขวางความก้าวหน้า ความมีเสรีทางการค้าซึ่งจะทำให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย ดังนั้นขบวนการนี้โดยเนื้อแท้เป็นการต่อต้านคนจน ในอีกด้านหนึ่งวิจารณ์โดยอ้างความเชื่อมโยงกับแหล่งทุน โดยเน้นไปที่กลุ่มเอ็นจีโอซึ่งประมาณว่ามีทั่วโลกราว 25,000 แห่ง เกือบทั้งหมดดำเนินงานในท้องถิ่นชุมชน ไม่ใช่เป็นสาขาของเอ็นจีโอระหว่างประเทศ กลุ่มเอ็นจีโอระดับท้องถิ่นนี้จำนวนมากได้รับทุนจากประเทศตะวันตก ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1990 เน้นเรื่องสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตย และในปัจจุบันเพิ่มความสนใจด้านสิ่งแวดล้อม บทความในหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ ฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2545  ระบุว่ามีเสียงวิจารณ์กลุ่มเอ็นจีโอว่ากลายเป็นช่องทางใหม่ของรัฐบาลตะวันตกที่จะเข้าไปมีอิทธิพลในแอฟริกา

ขบวนการขวาจัด

ขบวนการขวาจัด (Far Right/Extreme Right) บางทีถูกตั้งสมญาในเชิงลบว่าขบวนการกลัวชาวต่างชาติ หรือ Xenophobic Movement เป็นขบวนการที่ไม่เห็นพ้องกับโลกาภิวัตน์ซึ่งนำโดยบรรษัทข้ามชาติ ได้ก่อตัวและมีความเข้มแข็งขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว มีทัศนะแบบชาตินิยม ผสมลัทธิเชื้อชาติ และมีลักษณะถือตะวันตกเป็นศูนย์กลาง ขบวนการนี้คัดค้านด้านลบบางอย่างของกระบวนโลกาภิวัตน์ ที่สำคัญได้แก่การอพยพของแรงงานต่างชาติจากประเทศกำลังพัฒนาเข้ามาในประเทศพัฒนาแล้ว การว่างงานสูงอันเนื่องจากการอพยพแรงงานต่างชาติ และการที่บรรษัทข้ามชาติย้ายการลงทุนไปยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำ สถิติอาชญากรรมที่สูงขึ้น ซึ่งอธิบายว่าเนื่องจากแรงงานอพยพ สำหรับขบวนการขวาจัดในยุโรปตะวันตกมีแนวคิดต่อต้านการรวมกันเป็นสหภาพยุโรป คัดค้านแนวคิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม เห็นว่าวัฒนธรรมตะวันตกเหนือกว่า และวัฒนธรรมควรจะมีลักษณะเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่น

ขบวนการขวาจัดดูจะมีอิทธิพลสูงขึ้น เมื่อปรากฏว่านายเลอเปนผู้มีแนวคิดขวาจัดที่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในปลายเดือนเมษายน 2545 ได้รับเลือกตั้งในรอบแรกมาเป็นที่ 2 เอาชนะนายลีโอเนล โจสแปง ซึ่งมีแนวคิดทางด้านสังคมนิยม นายเลอเปน มีทัศนะต่อต้านแรงงานอพยพ ต้องการลดคดีอาชญากรรม ซึ่งเขาเห็นว่ามีต้นตอจากแรงงานอพยพ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่จะให้ฝรั่งเศสถอนตัวจากสหภาพยุโรป และในเดือนพฤษภาคม 2545 นาย Fortuyn ผู้นำแนวคิดขวาจัดอีกผู้หนึ่ง ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศเนเธอร์แลนด์ ถูกลอบสังหาร นาย Fortuyn นี้มีข่าวว่าเคยแสดงทัศนะว่าอิสลามเป็นวัฒนธรรมที่ล้าหลังกว่าของตะวันตก การเคลื่อนไหวของขบวนการขวาจัดในยุโรป พบได้สูงในประเทศออสเตรีย อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส และน้อยกว่าในเยอรมนี และโปรตุเกส ขบวนขวาจัดในอังกฤษ เช่นลัทธิแธตเชอร์ใหม่ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการรวมกับสหภาพยุโรปอย่างแน่นแฟ้น กลุ่มขวาจัดในสหรัฐ ได้แก่ปีกขวาในพรรคลีพับลิกัน หรือกลุ่มสายเหยี่ยว ในออสเตรเลียก็มีขบวนการขวาจัดที่เคลื่อนไหวอยู่ ในญี่ปุ่นมีข่าวเกี่ยวกับกระแสฟื้นฟูลัทธิทหารหรือบูชิโดขึ้นมา

ความเหมือนกันและความแตกต่างระหว่างขบวนการขวาจัดกับขบวนการยุติธรรมโลก สองขบวนการนี้มีจุดมุ่งหมายบางประการที่ตรงกัน ได้แก่ การคัดค้านอำนาจของบรรษัทข้ามชาติที่ต่างเห็นว่ามีมากเกินไป จำเป็นต้องลดทอนและควบคุมอำนาจนั้น ที่ตรงกันอีกประการหนึ่งได้แก่การให้ความสำคัญสูงแก่ชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งในขบวนการขวาจัดหมายถึงลัทธิชาตินิยมที่ผสมลัทธิเชื้อชาติ แต่ก็มีลักษณะและจุดมุ่งหมายที่ต่างกันหลายประการ เช่น ขบวนการสันติภาพโลกเห็นด้วยกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่วนขบวนการขวาจัดเน้นความเป็นปึกแผ่นหรือความแข็งแกร่งหรือความเหนือกว่าทางวัฒนธรรม ขบวนการยุติธรรมโลกแม้ว่าจะให้ความสำคัญแก่ชุมชน ท้องถิ่น ประชาชาติ แต่ก็มีลักษณะเป็นสากลนิยม เพื่อประโยชน์ของประชากรโลกทั้งมวล ซึ่งในทางเป็นจริงก็คือเพื่อประโยชน์ของประชากรผู้ยากจนด้อยโอกาสส่วนใหญ่ของโลกที่ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง ขณะที่ขบวนการขวาจัดจะให้ความสำคัญสุดยอดแก่ผลประโยชน์แห่งชาติ และที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ขณะที่ขบวนการยุติธรรมโลกต่อสู้ไม่เพียงกับอำนาจของบรรษัทข้ามชาติ หากยังต่อสู้กับระบบทุนนิยมด้วย ขณะที่ขบวนขวาจัดดูต้องการรักษาระบบทุนนิยมที่แสดงความเหนือกว่าของตนไว้

ที่น่าสนใจก็คือทั้งสองขบวนนี้ ต่างเคลื่อนไหวเพื่อแย่งชิงมวลชนมาสังกัดในขบวนของตน ยอร์จ มอนเบียต (George Monbiot) นักเคลื่อนไหวชั้นนำทางด้านสิ่งแวดล้อม และนักเขียนที่ต่อต้านบรรษัทและอำนาจรัฐ ได้เขียนบทความชื่อ “ขโมยเสื้อผ้าของเรา” (Stealing Our Clothes) ลงในหนังสือเดอะ การ์เดียน ฉบับวันที่ 30 เมษายน 2002 กล่าวว่า “กลุ่มขวาจัดที่หาทางขึ้นขี่ขบวนการกรรมกรเสมอมา ตอนนี้กำลังหาทางปีนขึ้นมาบนขบวนที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มก้าวหน้าใหม่ แต่ปราศจากการนำที่ชัดเจน” มอนเบียตได้ยกตัวอย่างพรรคประชาชาติอังกฤษ (British National Party) ซึ่งมีแนวคิดขวาจัด แทนที่จะดำเนินงานการเมืองเป็นมิตรกับเจ้าที่ดิน ต่อต้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในเว็บไซต์ของพรรคนี้ อธิบายว่าสมาคมเจ้าที่ดินในชนบทมีสมาชิกราว 5 หมื่นคน แต่สมาคมพิทักษ์นกมีสมาชิก 4 ล้านคน ดังนั้นก็เห็นได้ว่าควรจะเข้าข้างใครเพื่อคะแนนเสียงเลือกตั้ง พรรคประชาชาติอังกฤษ จึงได้ประกาศข่าวการล้มละลายของเกษตรกรรายย่อย การใช้ยาฆ่าแมลงมากเกินไป การดัดแปลงยีน ทั้งยังได้อ้างอิงข้อเขียนของโนม ชอมสกี้ รวมทั้งของตัวเขาเองด้วย

การเคลื่อนไหวของกลุ่มขวาจัดในที่อื่น เช่นพรรคแนวหน้าประชาชาติของเลอเปน Vlaams Blok ในเบลเยียม Third Way ในอังกฤษ ก็ใช้เทคนิคทำนองนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่านายเลอเปน สามารถเอาชนะนายโจสแปงที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยมได้ แสดงว่ายุทธวิธีของกลุ่มขวาจัดนั้นใช้ได้ผลไม่น้อย อนึ่ง ความเป็นไปได้ที่บรรษัทข้ามชาติจะเป็นพันธมิตรกับขบวนการขวาจัดมีสูงกว่าขบวนการยุติธรรมโลก ถ้าหากว่าขบวนการยุติธรรมโลก มีพลังการเคลื่อนไหวเพิ่มสูงขึ้นจนคุกคามต่อระบบทุนนิยม

ลัทธิก่อการร้าย (Terrorism) รัฐที่ล้มเหลว (Failed State) และรัฐที่เกเร (Rogue State)

ทั้ง 3 อย่างนี้ดูจะเป็นผลจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่นำโดยบรรษัท มีสหรัฐเป็นประเทศแกนนำ เช่นการทำให้ “ฉันทามติวอชิงตัน” เป็นนโยบายหลักของกระแสนี้และอาศัย “กำปั้นที่ซ่อนไว้” (Hidden Fist) ได้แก่ แสนยานุภาพของสหรัฐ ช่วยทำให้เป็นจริง ขณะเดียวกันลัทธิก่อการร้าย รัฐที่ล้มเหลว และรัฐที่เกเร กลายเป็นพลังต่อต้านกระบวนการโลกาภิวัตน์อย่างคาดไม่ถึง และทำให้กำปั้นที่ซ่อนไว้กลายเป็นกำปั้นที่กวัดแกว่ง สร้างความไม่แน่นอนให้แก่สถานการณ์โลก ลัทธิก่อการร้าย ตามสมัชชาว่าด้วยการเตือนล่วงหน้าและการป้องกัน (ความรุนแรง) ก่อน (Forum on Early Warning and Early Response – FEWER) หมายถึงวิธีการสร้างความกังวลโดยใช้ความรุนแรงซ้ำๆ กัน โดยบุคคล กลุ่มหรือรัฐแบบลับหรือกึ่งลับ เพื่อสนองความต้องการอันผิดปกติ หรือด้วยเหตุผลทางอาชญากรรมและทางการเมือง ปฏิบัติการก่อการร้ายมักเลือกกลุ่มประชากรตามโอกาส หรือเป็นแบบสุ่มๆ ไม่ได้มีเป้าหมายแน่นอนเหมือนกับการลอบสังหาร หรือเลือกแบบเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ โดยให้ปฏิบัติการเหล่านี้เป็นการส่งสารให้ทราบ กระบวนการสื่อสารแบบคุกคามหรือมีความรุนแรงเป็นฐานระหว่างผู้คน (หรือองค์การ) ก่อการร้าย ผู้เคราะห์ร้าย และเป้าหมายหลัก มีจุดสำคัญอยู่ที่เป้าหมายหลักหรือผู้รับสาร โดยจะทำให้ผู้รับสารตกเป็นเป้าของความรุนแรง เป็นเป้าของข้อเรียกร้อง หรือเป็นเป้าของความสนใจ ขึ้นอยู่กับการใช้การขู่เข็ญ การบังคับและการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อจุดหมายอะไร การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน 2544 ทำให้ลัทธิก่อการร้ายกลายเป็นปัญหาระดับโลก และที่ก่อปัญหามากไม่แพ้กันและอาจจะมากกว่าได้แก่สงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐ การก่อการร้ายและสงครามต่อต้านการก่อการร้ายได้สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อมและทางจริยธรรม ก่อให้เกิดความสับสนทางคุณค่าว่า อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว อะไรเป็นสงคราม อะไรเป็นสันติภาพ ใครเป็นผู้ก่อการร้ายกันแน่ ขณะที่ทางการสหรัฐชี้นิ้วไปว่า การก่อการร้ายและองค์การก่อการร้ายทั้งหลาย อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ นักวิชาการบางท่าน เช่นโนม ชอมสกี้ ศาสตราจารย์แห่งสถาบันเอ็มไอที ผู้แต่งหนังสือขายดีชื่อ “11/9” เห็นว่าสหรัฐเป็นผู้นำแห่งรัฐก่อการร้าย

รัฐที่ล้มเหลว ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 ได้มีการสนใจเกี่ยวกับความวุ่นวายในรัฐต่างๆ ของประเทศกำลังพัฒนา เช่นในแอฟริกา และตะวันออกกลาง และได้มีการศึกษาเรื่องความล้มเหลวของรัฐ (State Failure) ซึ่งอำนาจรัฐบาลกลางพังทลายลงหลังจากเกิดสถานการณ์ขัดแย้งอย่างรุนแรง รัฐอาจจะล้มเหลวด้วยเหตุปัจจัยเช่น (1) สงครามปฏิวัติ (2) สงครามชนชาติ (3) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการทำลายล้างทางการเมือง (4) การเปลี่ยนผ่านทางการปกครองแบบพลิกผัน อาทิ เปลี่ยนไปเป็นแบบเผด็จการ เหล่านี้ทำให้อำนาจรัฐอ่อนแอ เช่นไม่สามารถผูกขาดอำนาจการใช้ความรุนแรงได้ ป้องกันอาณาเขต อำนาจอธิปไตยทั้งภายในและภายนอกไม่ได้ ในทางปฏิบัติ อำนาจรัฐในประเทศกำลังพัฒนานั้นมักอ่อนแอ ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบของการเป็นอาณานิคมและกึ่งอาณานิคม ส่วนหนึ่งเกิดจากมีความยากจนอยู่มากและแก้ปัญหาได้ยาก ส่วนหนึ่งเกิดจากความหวังที่จะไล่ทันประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้เกิดการดูหมิ่นตนเอง ยกย่องประเทศพัฒนาแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการแทรกแซงจากประเทศพัฒนาแล้วให้ประเทศกำลังพัฒนาอยู่ในกลุ่มพวกหรือปฏิบัติตามนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประเทศกำลังพัฒนา เช่นการเปิดเสรีทางการเงิน

โดยการยกข้ออ้างเรื่องความล้มเหลวของรัฐ ทำให้ประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐเข้าไปแทรกแซงประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากในระยะสิบกว่าปีมานี้ เซบาสเตียน มัลลาบี นักเขียนบทบรรณาธิการและคอลัมน์แห่งหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ได้เขียนบทความชื่อ “จักรวรรดินิยมผู้ไม่เต็มใจ: ลัทธิก่อการร้าย, รัฐที่ล้มเหลว และเหตุผลของจักรวรรดิอเมริกา” (The Reluctant Imperialist: Terrorism, Failed States and the Case for American Empire. Foreign Affairs, March/April 2002) ชี้ว่าภาวะไร้ระเบียบในประเทศยากจน รุนแรงและคุกคามมากขึ้นทุกที สงครามกลางเมืองในประเทศเหล่านี้โหดร้ายและยาวนานขึ้น ซึ่งทำให้มีประเทศต่างๆ จำต้องเข้าร่วมมากขึ้น และส่งผลให้เกิดความรุนแรงไร้ระเบียบเพิ่มขึ้นต่อไปอีก เมื่อประเทศหนึ่งเข้าสู่สงคราม ประชาชนก็คิดแต่เอาตัวรอด การออม การลงทุน และความมั่งคั่งเรียวเล็กลง รัฐบาลไม่ได้คิดถึงนโยบายสร้างความมั่งคั่งระยะยาว เห็นแก่พวกพ้อง ก่อให้เกิดวงจรความยากจน ความไม่มั่นคง และความรุนแรงอย่างไม่รู้จบ ความล้มเหลวของรัฐยังเกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็วด้วย รัฐที่เกเร ความล้มเหลวของรัฐเป็นภัยคุกคามแก่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างมาก ได้แก่ การก่อการร้าย การค้ายาเสพติด ารทำธุรกิจใต้ดิน ค้าของเถื่อน และการส่งออกแรงงานอพยพ ก่อให้เกิดธุรกิจส่งออกคนงาน เพิ่มความมั่งคั่งแก่กลุ่มผิดกฎหมายขึ้นไปอีก วิธีแก้การคุกคามนี้มีอยู่ 2 ทาง ทางหนึ่ง ไม่เป็นแบบจักรวรรดินิยม ได้แก่การช่วยเหลือทางการเงิน หรือช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาสร้างประเทศ อีกทางหนึ่ง เป็นแบบจักรวรรดินิยม ได้แก่การเข้าควบคุมรัฐที่ล้มเหลวเหล่านี้ไม่ให้มาคุกคาม บทความดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของทัศนะที่นำเสนอจำนวนมากในระยะนี้ว่า สหรัฐควรแสดงบทบาทเป็นจักรวรรดินิยมอย่างเปิดเผยหรือไม่ พิจารณาจากการที่ทางการสหรัฐประกาศให้บางประเทศเป็นรัฐเกเร เป็นแกนความชั่วร้าย การเอาจริงเอาจังในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เช่นพร้อมที่จะปฏิบัติการลำพังฝ่ายเดียว การมีปฏิบัติการทางทหาร ตั้งแต่ประเทศโคลัมเบียไปจนถึงฟิลิปปินส์ การที่สหรัฐให้เงินช่วยเหลือต่างประเทศน้อยมาก เมื่อเทียบกับยอดผลผลิตภายในประเทศ และการช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นไปในด้านการทหารและการค้า เหล่านี้ชี้ว่า สหรัฐอาจจะดำเนินนโยบายแบบจักรวรรดินิยมอย่างเปิดเผย แทนที่จะเป็นจักรวรรดินิยมแบบซ่อนเร้นเหมือนเดิม แสดงกำปั้นที่กวัดแกว่ง แทนที่กำปั้นที่ซ่อนไว้

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องของภาพฉากหลังบนเวทีโลก ซึ่งประเทศไทยมีส่วนร่วมอยู่ด้วย เราจะมีจุดยืนและกำหนดบทบาทของประเทศอย่างไรดี

2. จุดยืนไทยบนเวทีโลก: จะแสดงบทบาทอย่างไรดี

จุดยืนไทยบนเวทีโลกควรจะเป็นอย่างไรนั้น น่าจะได้ศึกษาจากสถานการณ์และแนวโน้มของโลก ตลอดจนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ ซึ่งจะมีหัวข้อที่น่าสนใจอยู่ 2 เรื่องใหญ่ด้วยกัน ได้แก่ 1) การเคลื่อนและผู้แสดงสำคัญบนเวทีโลก ประกอบด้วยกลุ่มใดบ้าง มีจุดยืนและนโยบายอย่างไร และมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร 2) จุดยืนและนโยบายของประเทศไทยที่เป็นมาเป็นอย่างไร และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์อย่างไรบ้าง ในปัจจุบัน หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ-การเงินใน พ..2540 แล้ว มีข้อเสนอเกี่ยวกับจุดยืน ยุทธศาสตร์ และนโยบายของประเทศอย่างไร นอกจากนี้ควรจะได้พิจารณาว่าจุดยืนของประเทศไทยมีองค์ประกอบอย่างไร แต่ละส่วนมีจุดยืน  ยุทธศาสตร์และนโยบายอย่างไร

2.1 การเคลื่อนไหวและผู้แสดงสำคัญบนเวทีโลกเป็นอย่างไร

การเคลื่อนไหวและผู้แสดงสำคัญบทเวทีโลกที่น่าจับตามี 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ 1) การเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่สำคัญได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น อันเป็นศูนย์กลางของกระบวนโลกาภิวัตน์ 2) การประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก ที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ในปลายปี 2544 ซึ่งมีมติให้เปิดการเจรจารอบใหม่เรียกว่า “ระเบียบวาระการพัฒนาโดฮา” ซึ่งการเจรจานี้จะมีผลอย่างสูงต่อกระบวนการโลกาภิวัตน์ 3) องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกหรือเอเปก อันนับได้ว่าเป็นองค์การที่จัดขึ้นระหว่างประเทศเหนือและประเทศใต้เป็นครั้งแรก จากเดิมที่มักรวมกลุ่มระหว่างประเทศเหนือหรือประเทศใต้ด้วยกัน จะได้กล่าวเป็นลำดับไป

1) การเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรป  สหรัฐ ญี่ปุ่น

เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นแกนกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่าสังคมความรู้ เป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก และมีอิทธิพลต่อเขตการค้าเสรีอื่นๆ และมีอิทธิพลสูงในธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลก ดังนั้น จึงเหมาะสมที่จะเริ่มต้นที่จุดนี้

จุดยืนจากการประชุมสุดยอดธุรกิจในยุโรป มีการประชุมสำคัญในสหภาพยุโรป ได้แก่ การประชุมสุดยอดธุรกิจยุโรปครั้งแรก (European Business Summit - EBS) จัดขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.. 2543 ที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม มีนักธุรกิจและเจ้าหน้าที่ชั้นนำประมาณ 1,000 คน จากสถาบันต่างๆของสหภาพยุโรปเข้าร่วมประชุม การประชุมครั้งนี้จัดโดยสหพันธ์ยุโรปแห่งสหภาพอุตสาหกรรมและนายจ้าง (Union of Industrial and Employer’s Confederation of Europe – UNICE) และได้รับการสนับสนุนจากนักอุตสาหกรรมโต๊ะกลมแห่งยุโรป (European Roundtable of Industrialists) ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มนำของบรรษัทที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป 48 แห่ง และคณะกรรมการด้านสหภาพยุโรป ของหอการค้าอเมริกัน ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐ ที่ดำเนินธุรกิจในยุโรป และเช่นเดียวกับการประชุมทางธุรกิจอื่นๆ การประชุมสุดยอดครั้งนี้ ดำเนินอยู่ภายในวงล้อมของรั้วลวดหนามและการคุ้มกันของกำลังตำรวจอย่างหนาแน่น

การประชุมครั้งนี้และการประชุมสำคัญก่อนหน้านั้น ได้แก่ การประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส (เดือนมีนาคม 2543) และการประชุมของสถาบันทางธุรกิจอื่นๆ ได้แสดงจุดยืนที่สำคัญดังนี้

) การให้ความสำคัญแก่ การแข่งขัน นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะทำให้สหภาพยุโรปเป็น “เศรษฐกิจฐานความรู้ที่มีพลวัตและความสามารถแข่งขันสูงที่สุดในโลก” เพื่อที่จะกระทำให้เป็นจริง จะต้องเปลี่ยนแปลงในทุกระดับของสังคม ตั้งแต่บุคคล รัฐบาล และองค์กรธุรกิจ บรรษัทจะต้องสร้างนวัตกรรมโดยการเปิดประตูศักยภาพของความคิดริเริ่มในอุตสาหกรรมยุโรป จะต้องแก้กฎระเบียบอย่างเร็ว ส่งเสริมการค้าเสรี และปฏิรูปองค์กร และรื้อระบบรัฐสวัสดิการที่ปฏิบัติอยู่เสียใหม่

) การศึกษาจะต้องจัดให้เป็นการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อที่จะฝึกอบรมใหม่ให้แก่คนงานที่ไม่อาจแข่งขันในตลาดแรงงานได้ ในเรื่องนี้มีบางคนไปไกลถึงขั้นให้แปรรูปสถาบันการศึกษาทั้งหมด ให้เป็นแบบธุรกิจ เพื่อว่าโรงเรียนจะได้ตอบสนองแก่ลูกค้าได้ดีขึ้น เหมือนกับธุรกิจอื่น

) ภาครัฐกับภาคธุรกิจเอกชนจะต้องรู้จักทำความเข้าใจกันมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับธุรกิจ และให้กลุ่มธุรกิจมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายตั้งแต่เริ่มแรก เป็นต้น

) การขจัดค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรม ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า เช่นชี้ว่ายุโรปมีแนวโน้มที่จะยอมรับเทคโนโลยีใหม่ได้ยาก เช่นเทคโนโลยีชีวภาพ ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “เทคโนโลยีชีวภาพ: การสร้างความยอมรับแก่ผู้บริโภค” (Bio-technologies: Building Consumers’ Acceptance)

) การมียุทธศาสตร์เชิงรุก มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “จากวิสัยทัศน์สู่ยุทธศาสตร์แห่งชัยชนะสากล” (From ‘Vision’ To the Winning International Strategy) ซึ่งเสนอว่าสหภาพยุโรปไม่เพียงป้องกันตนเองให้พ้นจากการปฏิบัติเชิงรุกของประเทศอื่นเท่านั้น หากตนเองจะต้องมีปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ เปิดกว้าง และชอบด้วยกฎหมายต่อธุรกิจของสหภาพยุโรป ที่ประชุมได้แสดงความชื่นชมต่อตัวแทนการค้าของสหภาพฯที่สามารถปฏิบัติการเชิงรุกทำให้ประเทศจีนต้องเปิดกว้างธุรกิจโทรคมนาคม

) การสนับสนุนทรัพย์สินทางปัญญา มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “สนับสนุนนวัตกรรม โดยการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา” เรียกร้องให้ทั่วทั้งสหภาพฯสนับสนุนการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีชีวภาพ

จุดยืนทั้ง 7 ประการนี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดยืนร่วมของนักธุรกิจชั้นนำและบรรษัทใหญ่ของโลกที่ให้ความสำคัญอย่างสูงต่อนวัตกรรมและการแข่งขัน ซึ่งย่อมผลักดันให้รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วและองค์การพหุภาคีโลก ได้แก่ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลก มีจุดยืนและการปฏิบัติในแนวทางเดียวกันนี้ ไม่เพียงเท่านั้น จุดยืนและการปฏิบัติดังกล่าว ยังส่งผลกระทบต่อรัฐบาลและนักธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ชักนำให้นักธุรกิจและรัฐบาลเหล่านี้รวมทั้งรัฐบาลไทย มีจุดยืนในแนวทางนี้ตามไปด้วยในระดับใดระดับหนึ่ง มีข้อแตกต่างที่สำคัญก็คือจุดยืนและการปฏิบัติดังกล่าวอาจจะสามารถทำให้สหภาพยุโรปเป็นสังคมฐานความรู้ที่เป็นพลวัตและมีความสามารถแข่งขันสูงสุดในโลก แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาแล้วยากที่จะสำเร็จผลเช่นนั้น

อนึ่ง เป็นที่สังเกตว่าสหภาพยุโรปมีความพยายามที่จะขยายเขตเศรษฐกิจให้กว้างครอบคลุมไปทางตะวันออกมากขึ้น พร้อมกับการขยายตัวขององค์การนาโต เข้าไปในยุโรปตะวันออก นอกจากนี้ ยังได้มีนโยบายและการปฏิบัติเชิงรุก ดำเนินการเจรจากับกลุ่มประเทศ เช่นในเอเชีย จัดการประชุมระหว่างเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม (Asia-Europe Meeting – ASEM) และเจรจาแบบทวิภาคี เช่นกับสหภาพพม่า จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ปัจจุบันสหภาพยุโรปได้ทำข้อตกลงการค้าเสรีและสหภาพศุลกากร 27 แห่งด้วยกัน แต่มักจะไม่รวมสินค้าเกษตร และอื่นๆ

การเคลื่อนไหวในสหรัฐ ในปัจจุบันสหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงหนึ่งเดียวของโลก เป็นศูนย์กลางการเงินและการลงทุนของโลก มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐมีมากกว่ามูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งโลก เป็นศูนย์ดึงดูดแรงงานคุณภาพมาจากทั่วโลก เป็นผู้มีอิทธิพลสูงยิ่งในธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลก มีจุดยืนร่วมใน 7 ข้อข้างต้น

จุดยืนของรัฐบาลสหรัฐปัจจุบันโดยเฉพาะต่อภูมิภาคเอเชีย ดูได้จากคำให้สัมภาษณ์ที่กรุงโตเกียว ของ โรเบิร์ต บี. โซลลิก (Zoellick) ทูตการค้าสหรัฐ และโดแนล อีแวน รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เมื่อเดือนเมษายน 2545 หลังจากเดินทางมาเยือนประเทศในภูมิภาคนี้ จุดยืนของสหรัฐมีที่สำคัญดังนี้

) ไม่ถือลัทธิพาณิชย์นิยม แต่สนับสนุนการค้าเสรีอย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงสนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) และการเจรจาระหว่างอาเซียนกับจีน

) ต้องการให้ประเทศอื่นแสดงบทบาทสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสหรัฐเสียเปรียบดุลการค้าทางด้านสินค้าปีละราว 4 แสนล้านดอลลาร์ จึงต้องการให้ประเทศอื่น ที่สำคัญคือญี่ปุ่น แสดงบทบาทในการช่วยนำเศรษฐกิจให้เติบโตโดยผ่านอาเซียนและจีน ทั้งนี้ญี่ปุ่นควรจะได้แก้กฎระเบียบและปรับปรุงทางโครงสร้างให้ยืดหยุ่นขึ้น

) ต้องการให้เปิดการค้าเสรีทุกระดับ สหรัฐมีความประสงค์ที่จะให้มีการเปิดการค้าเสรี ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และแบบทวิภาคี ในระดับโลก ได้แก่การร่วมกับสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นผลักดันให้มีการประชุมที่โดฮา และการเจรจารอบการพัฒนา การนำจีนและไต้หวันเข้ามาเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ซึ่งทำได้สำเร็จ ต่อไปจะนำรัสเซียเข้ามา ในระดับภูมิภาคให้ความสนใจสูงต่อเขตการค้าเสรีอเมริกา (Free Trade Area of the America – FTAA) นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจแก่สหภาพศุลกากรแอฟริกาใต้ ประกอบด้วยแอฟริกาใต้ บอตสวานา นามีเบีย เลโซโท และสวาซิแลนด์ ในระดับทวิภาคี ได้แก่การเจรจาทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศเวียดนาม จอร์แดน ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งออสเตรเลีย และในปี 2545 นี้คาดหมายว่าจะสามารถทำความตกลงการค้าเสรีกับชิลีและสิงคโปร์สำเร็จ จุดยืนนี้ดูไม่ต่างกับของสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นนัก

) พร้อมจะเสริมความเข้มแข็งทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ แบบไม่เฉพาะเจาะจง

) สนับสนุนข้อตกลงทางการค้าใดๆที่โปร่งใส และไม่ขัดต่อกฎข้อบังคับขององค์การการค้าโลก และผลักดันให้การเจรจาตามข้อตกลงโดฮาสำเร็จในปี 2005 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสหรัฐเสียเปรียบดุลการค้าสูงปีละหลายแสนล้านดอลลาร์ ได้มีแรงกดดันจากอุตสาหกรรมในประเทศอย่างหนัก ทำให้ทางการสหรัฐจำต้องให้การคุ้มครองและสนับสนุนการส่งออก เช่น การขึ้นอัตราภาษีนำเข้าเหล็กเป็นร้อยละ 30 และออกกฎหมายอุดหนุนการเกษตร ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นการปฏิบัติที่ขัดกับจุดยืนที่แถลงไว้ หรือเป็นการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน

อนึ่ง หลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2545 ทางการสหรัฐได้มีจุดยืนและนโยบายกระทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายอย่างแข็งกร้าว มีการเพิ่มงบประมาณทางทหารหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายถึงว่าจะทำให้มีการวิจัยและพัฒนาอาวุธเข้มข้นขึ้นไปอีก ได้โน้มน้าวให้ที่ประชุมสุดยอดเอเปก ปี 2001 ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ออกแถลงการณ์ประณามการก่อการร้ายอย่างรุนแรง สหรัฐเองยังแสดงออกว่าพร้อมจะปฏิบัติการตามลำพังในสงครามนี้ จุดยืนและนโยบายดังกล่าว คงส่งผลกระทบต่อจุดยืนและนโยบายในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในระดับต่างๆ กัน ประเทศกำลังพัฒนาระดับกลาง-เล็ก ดูจะได้รับผลกระทบสูง และประเทศเหล่านี้จะได้รับความไว้วางใจหรือการสนับสนุนจากสหรัฐมากน้อยเพียงใดก็ย่อมขึ้นอยู่กับจุดยืนในเรื่องนี้ด้วย

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ เป็นไปได้มากที่จะสหรัฐจะให้ความสนใจการสร้างเขตการค้าเสรีในสนามหลังบ้านของตน ได้แก่ในอเมริกากลางและทวีปอเมริกาใต้มากขึ้น ซึ่งจะมีผลสำคัญต่อภูมิศาสตร์-เศรษฐกิจโลก

การเคลื่อนไหวในญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่สองรองจากสหรัฐ แต่ขาดกองกำลังทหาร จำต้องพึ่งพาแสนยานุภาพของสหรัฐเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน และตลาดสหรัฐสำหรับการส่งออก จึงมีแนวโน้มที่จุดยืนจะใกล้เคียงกับของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นมีจุดยืนบางประการที่น่าสนใจและอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยซึ่งส่งสินค้าออกไปที่ญี่ปุ่นสูง จากการพิจารณาเอกสารของ สภาโครงสร้างอุตสาหกรรม (The Industrial Structure Council) อันเป็นสำนักที่ปรึกษากระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Minister of Economy, Trade and Industry of Japan) ประกอบกับรายงานทางวิชาการและบทความจำนวนหนึ่ง อาจสรุปจุดยืนที่น่าสนใจของญี่ปุ่นดังนี้

) ญี่ปุ่นควรมีจุดยืนเป็นของตัวเองมากขึ้น มีความเห็นกันว่านโยบายต่างประเทศหรือจุดยืนของประเทศญี่ปุ่นบนเวทีโลกซึ่งคล้อยตามสหรัฐนั้น น่าจะไม่เหมาะสม ส่วนหนึ่งเกิดจากว่า อิทธิพลของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐลดลง ประเทศญี่ปุ่นควรมีจุดยืนของตัวเองมากขึ้น มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อการปฏิรูปกระทรวงต่างประเทศขึ้น เพื่อให้กระทรวงต่างประเทศและสถานทูตสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีขึ้นในกระบวนโลกาภิวัตน์ ซึ่งต้องให้ความสำคัญแก่การค้าเพิ่มมากขึ้น ในอีกด้านหนึ่งต้องทำให้นโยบายต่างประเทศเป็นที่เข้าใจและยอมรับต่อสาธารณชนยิ่งขึ้น

) แบบจำลอง “ฝูงห่านบิน” ซึ่งมีประเทศญี่ปุ่นเป็นจ่าฝูงนั้น ดูยังเป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงนโยบาย “วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา” ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นไปได้มากว่าญี่ปุ่นจะถืออาณาบริเวณนี้เป็นเขตอิทธิพลของตน หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นลานหลังบ้าน ดังนั้น จึงคาดว่าญี่ปุ่นจะยังคงรักษาระดับการลงทุนของตนในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สูงไว้ต่อไป

) ความสำเร็จในการผลักดันการเจรจาเปิดเสรี ญี่ปุ่นได้ร่วมกับกลุ่ม 4 ประเทศ ผลักดันให้มีการเจรจาเปิดเสรีการลงทุนและการค้า ในการประชุมที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ในเดือนพฤศจิกายน 2001 เป็นผลสำเร็จ โดยในการเจรจารอบนี้ ญี่ปุ่นมีจุดยืนร่วมกับสหภาพยุโรป ที่จะให้มีวาระการเจรจากันอย่างกว้างขวางและครอบคลุมพอเพียง (Sufficiently Broad-Based Agenda) ขณะที่สหรัฐ มีจุดยืนที่ต้องการจะเจรจาตามประเด็นที่กำหนดไว้ก่อนโดยเน้นในเรื่องการเกษตร การบริการ และการเข้าถึงตลาด จุดยืนที่ต่างกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การประชุมองค์การการค้าโลกที่นครซีแอตเติลในปลายปี 2542 ล้มเหลวลง

) การเห็นความสำคัญของการสร้างขีดความสามารถ ทางการญี่ปุ่น ได้ผลักดันให้ประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มเอเปกยอมรับว่า การพัฒนาที่สำคัญต้องอาศัยการสร้างขีดความสามารถ (Capacity Building) ดังนั้น การผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาในย่านนี้ เร่งสร้างขีดความสามารถคงจะเป็นไปอย่างเข้มข้น

อนึ่ง เป็นที่สังเกตว่า ญี่ปุ่นซึ่งแผ่ขยายการค้าและการลงทุนไปทั่วโลก ไม่ได้ทำข้อตกลงทางการค้าเสรีแบบทวิภาคีกับประเทศใด เพิ่งทำกับสิงคโปร์เป็นชาติแรก ในเดือนมกราคม 2545 และมีแนวโน้มว่าจะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีแบบนี้กับประเทศอื่นๆอีก เช่นออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทย เนื่องจากข้อตกลงทางการค้าเสรีแบบพหุภาคีหลายแห่งดูไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

2) การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 4 ขององค์การการค้าโลก

การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 4 ขององค์การการค้าโลก ที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 9-14 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งมีข้อตกลงในการเจรจาการลงทุนและการค้าเสรีรอบใหม่ ซึ่งทางตะวันตกเรียกว่า เป็นการเจรจารอบการพัฒนา (Development Round) หรือ ระเบียบวาระการพัฒนาโดฮา (Doha Development Agenda) จากเอกสารของสภาโครงสร้างอุตสาหกรรมญี่ปุ่นชี้ว่า ความสำเร็จของการประชุมที่โดฮาครั้งนี้ กล่าวได้ว่าเป็นความสำเร็จของกลุ่ม 4 ประเทศ (Quad Countries) ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่นและแคนาดา ที่ได้จัดเตรียมการประชุมอย่างดี ที่สำคัญได้แก่ ในเดือนพฤษภาคม 2544 มีการประชุมขององค์การโออีซีดี ในเดือนมิถุนายน มีการประชุมรัฐมนตรีรับผิดชอบการค้าของเอเปก และเดือนกันยายน มีการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซ็ม เพื่อกระตุ้นให้มีการเจรจารอบใหม่ องค์การการค้าโลกเอง ก็ได้จัดการประชุมเตรียมการ ตั้งแต่ฤดูร้อน ปี 2544 ในกลุ่ม 20 ประเทศสำคัญจากทุกภูมิภาค ซึ่งรวมทั้งกลุ่ม 4 ประเทศด้วย การประชุมครั้งแรกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน ที่กรุงเม็กซิโก ซิตี ครั้งที่สองระหว่างวันที่ 14-15 ตุลาคม ที่สิงคโปร์

การโน้มน้าวกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไม่แน่ใจในความสามารถของตนในการเข้าร่วมข้อตกลงที่เข้มงวด ประเทศพัฒนาแล้ว ได้ดำเนินการโน้มน้าวที่สำคัญ 3 ประการได้แก่

) สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา และให้ประเทศเหล่านั้นใช้ความพยายามในการสร้างขีดความสามารถ โดยการปฏิบัติที่สำคัญคือ (1) ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมานี้ ได้ผลักดันให้ประเทศในกลุ่มเอเปกสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาขึ้น (2) มีมาตรการสิทธิพิเศษแก่สินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (3) จัดสัมมนาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งกับประเทศกำลังพัฒนาในประเด็นที่จะเจรจา

) การสนับสนุนให้มีการถกแถลง อภิปรายตามกรอบของกลุ่ม 4 ประเทศ

) ใช้การประชุมต่างๆ เพื่อให้เกิดการถกแถลงอภิปรายในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง รักษาและเพิ่มพลังให้แก่การเคลื่อนไหวนี้อย่างสม่ำเสมอ เช่น การประชุมขององค์การการค้าโลก เอเปก อาเซ็ม โออีซีดี

ในการประชุมที่โดฮานั้น ประเทศกำลังพัฒนาอาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่ง สนับสนุนการเจรจาแบบฐานกว้าง ได้แก่ เม็กซิโก ชิลี และแอฟริกาใต้ เป็นต้น กลุ่มที่สองเห็นว่าควรเจรจาเฉพาะประเด็นที่อยู่ในระเบียบวาระเดิม ได้แก่อินเดีย ปากีสถาน และอียิปต์ เป็นต้น แต่ประเทศกำลังพัฒนาเกือบทุกประเทศรู้สึกว่าตนไม่ได้ผลประโยชน์อะไรนักจากการเจรจารอบใหม่

ข้อตกลงสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่

) การเสริมความเข้มแข็งแก่วินัยการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Disciplines) เนื่องจากมีการใช้หลักการตอบโต้นี้อย่างกว้างขวางเกินไป ควรเจรจาหลักการนี้ให้ชัดเจนขึ้น ในประเด็นนี้สหรัฐซึ่งใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดมากที่สุดโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ไม่เห็นด้วยมากนัก

) กฎว่าด้วยการลงทุน (Investment Rule) ที่สำคัญเป็นการเจรจาในประเด็นสิงคโปร์ (Singapore Issue) อันได้จากการประชุมที่สิงคโปร์ในปี 1996 มีประเด็นได้แก่ การลงทุน การแข่งขัน การอำนวยความสะดวกทางการค้า และความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนามีความกังวลมากที่สุด เนื่องจากเห็นว่าจะกลายเป็นประเด็นหลักที่ประเทศพัฒนาแล้วเสนอขึ้นจนอาจทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเคลื่อนไหวด้านอื่นไม่ออก และเห็นว่าประเด็นสิงคโปร์นี้ เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการค้า ซึ่งมักเป็นประเด็นที่ประเทศพัฒนาแล้ว ยกขึ้นมาเจรจา ทำให้ขอบเขตการปฏิบัติงานขององค์การการค้าโลกกว้างเกินไป มาร์ติน คอร์ (Martin Kohr) แห่งเครือข่ายประเทศโลกที่สาม ได้เขียนบทความว่า “ไม่ควรบรรจุประเด็นใหม่ในระเบียบวาระ” ชี้ว่าตั้งแต่การเจรจารอบอุรุกวัย ประเทศพัฒนาแล้วได้นำประเด็นปัญหา ได้แก่เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและมาตรการทางบริการและการลงทุน ซึ่งไม่เกี่ยวกับการค้าเข้ามาเจรจา และก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงทางการปฏิบัติ คอร์ ชี้ว่าแม้แต่ศาสตราจารย์ ชัคดิษ ภัควัติ ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สนับสนุนการค้าเสรี และเป็นที่ปรึกษาของผู้อำนวยการของแกตต์ในการเจรจารอบอุรุกวัย ได้เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเซียล ไทมส์ ว่า การนำทรัพย์สินทางปัญญามาสู่องค์การการค้าโลกนั้น เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ เนื่องจากไม่ได้เป็นประเด็นทางการค้า เอื้อต่อการผูกขาดและการให้เช่ายืม ไม่มีประโยชน์ตอบแทนแก่ประเทศกำลังพัฒนา

คอร์ ชี้ว่า การเจรจาเกี่ยวกับการลงทุน เป็นการเปิดประเทศกำลังพัฒนารับการเคลื่อนไหวของทุนภายนอกอย่างเต็มที่ และให้ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นทุนแห่งชาติ ทั้งนี้โดยให้มีการยอมรับเป็นขั้นๆ ได้แก่ ขั้นแรกยอมรับว่ากฎการลงทุนเป็นอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้ขององค์การการค้าโลก ต่อมาให้มีการทำข้อตกลง และต่อมาให้ขยายข้อตกลงเหล่านี้ให้ลึกและกว้างขึ้นไปอีก ส่วนในด้านการแข่งขันนั้น มุ่งหมายให้มีการออกกฎระเบียบและนโยบายในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจะทำให้บริษัทต่างประเทศสามารถแข่งขันอย่างเสรีกับบริษัทท้องถิ่นในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งถ้าหากเปิดให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างกฎระเบียบและนโยบายตามความเหมาะสม เรื่องก็จะไม่เลวร้ายมาก ในด้านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล ก็เพื่อให้รัฐบาลต่างๆ มีการปฏิบัติต่อประเทศต่างด้าวอย่างเสมอภาค เช่นมีโครงการใดก็ต้องเปิดให้บริษัทต่างชาติอย่างเต็มที่ โอกาสที่จะใช้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นเครื่องมือในการพัฒนาหรือสร้างสมดุลระหว่างเชื้อชาติก็จะทำได้ยาก

) ประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากสหภาพยุโรป เพื่อสร้างข้อตกลงพหุภาคีเรื่องสิ่งแวดล้อม (Multi-lateral Environmental Agreements – MEAs) แต่สหรัฐไม่สู้เห็นพ้องนัก เช่นนักวิชาการบางคนในศูนย์กลางเอเปกศึกษาออสเตรเลีย (The Australian APEC Study Center มหาวิทยาลัยมอแนช) เขียนบทความ The WTO Doha Development Round: The Threat to International Business of the Spread of Environmental Trade Sanction ชี้ว่าการบรรจุเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าไปจะคุกคามต่อธุรกิจระหว่างประเทศ เมื่อการแทรกแซงทางการค้าขยายตัวออกไป โดยให้เหตุผลว่าหากประเทศใดสามารถใช้พื้นฐานการผลิตสินค้าว่ากระทำอย่างไรเป็นข้ออ้างในการจำกัดการค้าแล้ว หลักการค้าเสรีก็จะถูกทำลายได้

) ประเด็นเกี่ยวกับสินค้าเกษตร สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น มีลักษณะคุ้มครองสินค้าเกษตรค่อนข้างสูง ขณะที่สหรัฐเองในเดือนพฤษภาคม 2545 ก็ออกกฎหมายการเกษตร เพื่อสนับสนุนการเกษตรของตน ดังนั้น ความหวังของประเทศกำลังพัฒนาที่คาดว่าประเทศพัฒนาแล้วจะเปิดตลาดสำหรับสินค้าการเกษตรก็ดูจะริบหรี่ 

) เกี่ยวกับสินค้าที่ไม่ใช่การเกษตร หรือสินค้าบริการ ซึ่งมีอยู่นับร้อยชนิดที่จะต้องเปิดเสรี  มีข่าวรั่วจากเอ็นจีโอของประเทศแคนาดาเมื่อเดือนเมษายน 2545 ว่าทางสหภาพยุโรปได้กดดันรัฐบาลแคนาดาอย่างหนักที่จะให้เปิดเสรีสินค้าบริการอย่างเช่นน้ำ ทั้งในด้านการเก็บกัก การทำให้สะอาด และการส่งน้ำ ให้แก่บริษัทต่างชาติ เช่นเดียวกับด้านดนตรี เพลง วิดีโอ หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ วารสาร หนังสือรายคาบ ตลอดจนสิ่งพิมพ์ทั้งปวง แคนาดาจะต้องยกเลิกข้อห้ามทั้งหมด เช่นห้ามคนต่างชาติมาเป็นเจ้าของสำนักข่าว ยกเลิกข้อห้ามคนต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดิน ไปจนถึงเปิดกว้างทางพลังงาน

) ประเด็นว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาและปัญหาสุขภาพ ซึ่งเปิดให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงยารักษาโรคที่คุกคามต่อความมั่นคงของชาติ เช่น เอดส์ เป็นต้น ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นชัยชนะระดับหนึ่งของประเทศกำลังพัฒนา แต่ก็ยังต้องมีเรื่องที่จะต้องเจรจากันอีกมาก

) ประเด็นว่าด้วยการนำไปปฏิบัติ (Implementation Issues) อันเป็นปัญหาที่ประเทศกำลังพัฒนาสนใจมาก ประเทศเหล่านี้ได้รวมประเด็นเกี่ยวกับการนำไปปฏิบัติที่ควรนำมาเจรจาทั้งหมดราว 100 เรื่องด้วยกัน เช่นเรื่องการต่อต้านการทุ่มตลาด ประเด็นว่าด้วยการนำไปปฏิบัตินั้นมักมีความคลุมเครือ และประเทศมหาอำนาจมักจะตีความตามที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสม ส่วนประเทศกำลังพัฒนาจะทำเช่นนั้นบ้างไม่ได้ เนื่องจากถูกประเทศมหาอำนาจบิดแขนและข่มขู่ให้ยอมตาม เช่นในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ความจริงในข้อตกลงเดิมก็ได้มีข้อความที่อนุญาตให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงยารักษาโรคที่คุกคามต่อสุขภาพของประชาชนของตนอยู่แล้ว แต่ประเทศเหล่านี้ก็ไม่อาจตีความเช่นนั้นได้ ถ้าประเทศมหาอำนาจไม่ยอมตาม หากประเทศใดฝืนทำก็อาจถูกบิดแขนลงโทษตอบโต้ทางการค้าหรือถูกข่มขู่ต่างๆ

การประชุมที่โดฮานี้กล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จในแง่ที่ทำให้เกิดข้อตกลงเพื่อการเจรจารอบใหม่ได้ แต่ก็มีความทุลักทุเลไม่น้อย เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ที่มีอินเดียเป็นแกนนำยืนกรานไม่ยอมตกลง จนกระทั่งมีข่าวว่าประธานาธิบดีบุช แห่งสหรัฐ และนายกรัฐมนตรีแบลร์ แห่งอังกฤษ โทรศัพท์ถึงนายวัชปายี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ที่กรุงเดลี เพื่อให้ยอมรับไปก่อนเฉพาะหน้า ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ก็ยืนยันให้ยกเลิกสิทธิพิเศษในการส่งออกปลาทูนากระป๋อง เหล่านี้ทำให้กว่าจะลงเอยได้ต้องเลยเวลากำหนดไปถึง 18 ชั่วโมง (อ้างจาก Roman Rollnick, Earth Times News Service, 141102)

ตามข้อตกลงนี้ จะให้มีการเจรจาให้สำเร็จในวันที่ 1 มกราคม ค..2005 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า  แต่ดูจากประเด็นอันหลากหลาย ความขัดแย้งจำนวนมากทั้งระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา คงเป็นไปได้ยากว่าจะสำเร็จตามกำหนด ธนาคารโลกได้ประเมินว่าหากการเจรจาครั้งนี้สำเร็จ และมีการปรับปรุงทางด้านตลาด จะเพิ่มความมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจโลกราว 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี ค..2015 ในจำนวนนี้ประเทศกำลังพัฒนาจะได้ถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตัวแทนที่อยู่ข้างประเทศกำลังพัฒนา เช่นออกซ์แฟมแห่งประเทศอังกฤษ ไม่เห็นด้วย องค์การนี้เห็นว่าการเจรจารอบใหม่น่าจะก่อผลไม่ดีนักแก่ประเทศกำลังพัฒนา มองจากจุดยืนประเทศกำลังพัฒนา องค์การนี้ให้คะแนนการประชุมที่โดฮาเพียง 4 ใน 10 ผู้เข้าร่วมประชุมบางคน เช่น แคโรลีน ลูกัสผู้แทนกลุ่มกรีนในสภายุโรป ตัวแทนของอังกฤษตะวันออกเฉียงใต้ ได้เขียนบทความลงในหนังสือดิ ออบเซิร์ฟเวอร์ ฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน 2544 เห็นว่าการประชุมที่โดฮาหมายถึงความหายนะของการพัฒนา เธอชี้ว่าเศรษฐกิจนอกจากระบบเดียวเป็นไปได้ และมีเศรษฐกิจทางเลือกอันหลากหลาย

วอลเดน เบลโล แห่งองค์กรโฟกัส และอนุราธ มิตตัล แห่งฟูด เฟิร์สต์ ชี้ว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้สิ่งสำคัญในการประชุมครั้งนี้อย่างน้อย 6 ประการด้วยกันได้แก่ (1) ประเด็นเรื่องการนำไปปฏิบัติที่ยังไม่ชัดเจน (2) ไม่มีการยืนยันจากประเทศพัฒนาแล้วในเรื่องการอุดหนุนการเกษตร (3) ไม่มีการยืนยันจากประเทศพัฒนาแล้ว เช่นสหรัฐ ในเรื่องโควตาสิ่งทอ และเสื้อผ้า (4) ข้อเสนอของประเทศกำลังพัฒนาที่ให้สร้าง “กล่องการพัฒนา” (Development Box) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาอาหารไม่ได้รับการพิจารณา (5) ไม่มีคำมั่นที่จะแก้ไขข้อตกลงเรื่องสิทธิบัตรทางการค้าให้ชัดเจน (6) ละเลยต่อคำประกาศขององค์การกรรมกรสากล (International Labor Organization – ILO) ปล่อยให้องค์การการค้าโลกซึ่งไม่ได้ชำนาญในเรื่องนี้เป็นผู้จัดการ

3) องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกหรือเอเปก (Asia-Pacific Economic Cooperation – APEC)

องค์การเอเปก จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ค..1989 (..2532) เพื่อตอบสนองการพึ่งพาทางเศรษฐกิจในเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก และส่งเสริมความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ จนกล่าวกันว่าจะเป็นศตวรรษแห่งแปซิฟิก เริ่มต้นโดยจัดเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ มีสมาชิก 12 ประเทศ องค์การนี้แสดงความเข้มแข็ง เริ่มปฏิบัติจริงจังเมื่อจัดการประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่เกาะเบลก นครซีแอตเติล สหรัฐอเมริกาใน ค..1993 (..2536) เพื่อจัดตั้งเขตการค้าและการลงทุนเสรีในภูมิภาคนี้ ปัจจุบันสมาชิกขององค์การมี 21 เขตเศรษฐกิจ ประชากร 2.5 พันล้านคน ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติในสมาชิกกลุ่มเอเปกมีสัดส่วนถึงร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติโลก และมีสัดส่วนในการค้าโลกกว่าร้อยละ 47 ดูแล้วน่าจะเป็นเขตการค้าเสรีที่เป็นปึกแผ่น แต่ความจริงไม่เป็นไปตามภาพลักษณ์นัก

สมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจได้แก่ 1) ออสเตรเลีย 2) บรูไนดารุสซาลาม 3) แคนาดา 4) ชิลี 5) สาธารณรัฐประชาชนจีน 6) ฮ่องกง (จีน) 7) อินโดนีเซีย 8) ญี่ปุ่น 9) สาธารณรัฐเกาหลี 10) มาเลเซีย 11) เม็กซิโก 12) นิวซีแลนด์ 13) ปาปัวนิวกินี 14) เปรู 15) ฟิลิปปินส์ 16) รัสเซีย 17) สิงคโปร์ 18) ไต้หวัน 19) ไทย 20) สหรัฐอเมริกา 21) เวียดนาม

การประชุมสุดยอดครั้งที่หนึ่ง ปี 1993 บรรดาผู้นำประเทศได้ริเริ่ม สิ่งที่เป็นพื้นฐานการทำงานของเอเปก ดังต่อไปนี้คือ

) การประชุมรัฐมนตรีกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาประเด็นทางเศรษฐกิจในภาพกว้าง

) สมัชชาธุรกิจแปซิฟิก (Pacific Business Forum) ประกอบด้วยตัวแทนธุรกิจเอกชนจากทุกประเทศสมาชิก ประเทศละ 2 แห่ง และให้แห่งหนึ่งเป็นตัวแทนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การค้าและการลงทุนในภูมิภาคนี้

) กำหนดการการศึกษาเอเปก (APEC Education Program) เพื่อพัฒนาความร่วมมือในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

) กำหนดการอาสาสมัครธุรกิจเอเปก (APEC Business Volunteer Program) เพื่อจัดโครงการแลกเปลี่ยนอาสาสมัคร สนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

) การประชุมระดับรัฐมนตรีเกี่ยวกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Business Enterprise Minister Meeting) เป็นการประชุมเพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อมสำหรับการปฏิบัติการของวิสาหกิจเหล่านี้

) หลักเกณฑ์การลงทุน (Investment Code) พัฒนาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับประเด็นการลงทุนโดยไม่มีการผูกมัด

) พลังงาน สิ่งแวดล้อมและความเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเจรจาทางนโยบายและแผนปฏิบัติการเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

) ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer Exchange Center) สร้างศูนย์ที่สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีและทักษะการจัดการเทคโนโลยีระหว่างประเทศสมาชิก เอเปกได้มีการปรับงานและโครงสร้างในระยะต่อมา แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ยังคงปฏิบัติงานตามการริเริ่มครั้งนี้

การประชุมที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ใน ค..1994 (..2537) ได้กำหนดจุดหมายของการสร้างระบบการค้าเสรีในภูมิภาคนี้อย่างใหญ่โตว่า จะทำให้มี “การค้าและการลงทุนอย่างเสรีและเปิดในเขตเอเชียแปซิฟิกใน ค..2010 สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และ ค..2020 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา” เจตนารมณ์โบกอร์นี้ก่อให้เกิดความตื่นตลึงไปทั่วโลก และมักมีการกล่าวย้ำอยู่เสมอในการประชุมเอเปก

การประชุมสุดยอดที่เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น..1995 (..2538) มีการรับรองระเบียบวาระปฏิบัติการโอซากา (Osaka Action Agenda) กำหนดกิจกรรมหลัก 3 ประการของเอเปกได้แก่ การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน การอำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจ และความร่วมมือทางเทคนิค ถือว่าเอเปกได้ก้าวใกล้สู่จุดสูงสุดในช่วงเวลานี้

การประชุมที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์..1996 (..2539) มีการรับรองแผนปฏิบัติการมะนิลาสำหรับเอเปก (The Manila Action Plan for APEC) กำหนดให้ประเทศสมาชิกทำแผนปฏิบัติการของตน เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์โบกอร์ เรียกว่าแผนปฏิบัติการรายสมาชิก (Individual Action Plans – IAPs) โดยเน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใน 6 ขอบเขตด้วยกันได้แก่ (1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (2) สนับสนุนตลาดเงินทุนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (3) เสริมความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (4) การนำเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาใช้ (5) ส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน (6) สร้างความเติบโตแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แผนปฏิบัติการดังกล่าว ดาร์บี ฮิกส์ (..2001) รองผู้อำนวยการศูนย์เอเปกศึกษาออสเตรเลีย วิจารณ์ว่าล้มเหลวโดยอ้างอิงข้อเขียนของเฟรด เบิร์กสเตน และนำทฤษฎีระบบซับซ้อน (Complex System) มาวิเคราะห์ว่า แผนปฏิบัติการรายสมาชิกนั้นตั้งอยู่บนความเชื่อที่ไร้เดียงสาว่าเศรษฐกิจจะทำงานโดยหลักมีเหตุผลเพื่อประโยชน์สูงสุด แต่ในทางเป็นจริงรัฐบาลซึ่งเป็นระบบซับซ้อนจำต้องปฏิบัติไปตามแนวทางการเมือง ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจอย่างเดียว

อนึ่ง ในการประชุมที่มะนิลาครั้งนี้ เอเปกประสบความสำเร็จในเรื่องเกี่ยวกับระเบียบวาระปฏิบัติการข้อตกลงเทคโนโลยีข่าวสาร (Information Technology Agreement – ITA) ซึ่งต่อมาในเดือนธันวาคมปีเดียวกันทางองค์การการค้าโลกได้รับนำไปใช้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อปฏิบัติแล้ว อัตราภาษีเกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์จะลดลงมากในปี ค.. 2000 (..2543)

การประชุมที่นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา.. 1997 (..2540) ได้ยืนยันพันธกรณีเกี่ยวกับแผนดำเนินการเปิดเสรีรายสมาชิกต่อไป และให้แต่ละประเทศปรับปรุงให้ทันสมัยทุกปี นอกจากนี้ กลุ่มผู้นำยังให้รัฐมนตรีดำเนินการเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจ (Early Voluntary Sectoral Liberalization – EVSL) โดยกำหนดทั้งหมด 15 สาขา ให้เริ่มทำ 9 สาขาก่อนในปี 1998 และปฏิบัติจริงในปี 1999 ซึ่งกลยุทธ์นี้มีผู้วิจารณ์ว่าล้มเหลวอีกเช่นกัน โดยได้ผลเพียงสาขาเดียวคือทางด้านข้อตกลงข่าวสารเทคโนโลยี ฮิกส์ ชี้ว่า EVSL เป็นการใช้กลยุทธ์ที่ง่ายในระบบที่ซับซ้อน การเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบอันซับซ้อนในองค์การจนกระทั่งกลบความสนใจที่จะแก้ไขปัญหาในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ ยังให้บทเรียนว่า สิ่งที่ประสบความสำเร็จในสาขาหนึ่งไม่จำต้องประสบความสำเร็จในสาขาอื่น

เมื่อถึงปี 1997 เอเปกก็ดูจะมาถึงทางตัน และในปีนี้เองก็ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ในเอเชีย เคนเนธ แฟรมม์และเอดเวิร์ด เจ. ลินคอล์น แห่งสถาบันบรูกิงส์ สหรัฐ ได้เขียนบทความชื่อ “ถึงเวลาบูรณะเอเปก” (Time To Reinvent APEC .. 1997) ชี้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียจะทำให้การประชุมเอเปกที่แวนคูเวอร์ หันไปสนใจเรื่องการเงินและการฟื้นฟูภูมิภาคนั้นมากขึ้น ขณะที่ประเด็นในการเจรจาก็มีมากอยู่แล้ว ผู้เขียนเห็นว่า จำเป็นต้องกำหนดขอบเขตของเอเปกให้ชัดเจนขึ้น เช่นจากเดิมกำหนดให้เอเปกเป็นภูมิภาคนิยมแบบเปิด (Open Regionalism) หมายถึงว่าเมื่อสมาชิกในกลุ่มลดเครื่องกีดขวางทางการค้า ก็เป็นการลดให้ทั่วไปไม่เลือกว่าเป็นประเทศสมาชิกหรือไม่ ควรจะเปลี่ยนเป็นภูมิภาคนิยมเปิดแบบต่างตอบแทน (Open Reciprocal Regionalism) นั่นคือ หากประเทศใดจะใช้ประโยชน์จากการลดเครื่องกีดขวางนี้ ก็ต้องลดเครื่องกีดขวางทางการค้าของตนด้วย และแผนการเปิดเสรีล่วงหน้า ก็ควรกำหนดสาขาให้แน่นอน ไม่ควรกำหนดสาขาให้มากจนเกินไป ผู้เขียนยังได้ชี้ว่าแรงขับเคลื่อนที่อ่อนลงอาจทำให้เอเปกเป็นองค์การที่มีการถกแถลงและอภิปรายกันอย่างกว้างขวางแต่มีการปฏิบัติน้อย

การประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ปี 1998 (..2541) เอเปกต้องเผชิญกับการแก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจในเอเชียอย่างหนัก บรรดาผู้นำต่างแสดงความเชื่อมั่นในพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และจะร่วมมือสร้างยุทธศาสตร์ความเติบโตเอาชนะวิกฤติทางการเงิน อนึ่ง ในการประชุมนี้ ได้มีการรับรองกำหนดการปฏิบัติการกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการพัฒนาทักษะ (Kuala Lumpur Action Program of Skills Development) มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ ปรับปรุงความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยการปรับปรุงหรือยกระดับทักษะ

การประชุมสุดยอดเอเปกที่ออคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในปี 1999 (..2542) ครบรอบอายุ 10 ปีขององค์การนั้น ที่ประชุมดูยังสาละวนอยู่กับปัญหาวิกฤติการเงินของเอเชีย และมีความขัดแย้งภายในสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นวิธีการแก้ปัญหาซึ่งเห็นต่างกัน เช่น สหรัฐต้องการให้มี “การปฏิรูป” แต่ทางการมาเลเซียเห็นไปอีกทางหนึ่ง ก่อนการประชุม นิตยสาร เอเชีย วีคส์ ฉบับวันที่ 3 กันยายน 1999 ได้เสนอบทรายงานข่าวชื่อ “ช่วยการรวมกลุ่มครั้งนี้” (Save This Grouping) ชี้ว่าดูเหมือนเอเปกจะทำอะไรไม่ได้มากกว่าการพูดและทดสอบประสาทระหว่างกัน และลงท้ายว่าเอเปกจะต้องเสริมสร้างเขี้ยวเล็บของตนใหม่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพขององค์การ

อนึ่ง ในการประชุมครั้งนี้มีผู้วิจารณ์ว่าเอเปกกระทำความผิดพลาดทางกลยุทธ์ครั้งที่สาม ในการเร่งการเปิดเสรีโดยผลักดันให้บางส่วนของระเบียบวาระเอเปก เข้าสู่การประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก ที่นครซีแอตเติล สหรัฐ ในปลายเดือนธันวาคม 1999 ซึ่งล้มเหลวอย่างแรง ผู้วิจารณ์กล่าวว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเหมือนการเดินทางลัดเพื่อควบคุมโลกซึ่งย่อมล้มเหลว เพราะว่าการเปิดเสรีโดยการเจรจาหลายฝ่ายเป็นกระบวนการที่ยากลำบาก

การประชุมที่เมืองบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ปี 2000 (..2543) นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ในด้านหนึ่งเอเปกได้พยายามฟื้นความน่าเชื่อถือ และกระตุ้นความตื่นตัวขององค์กร โดยนำประเด็นสถานการณ์โลกาภิวัตน์ เศรษฐกิจใหม่ (หรือที่กระทรวงต่างประเทศของไทยใช้ศัพท์ว่า เศรษฐกิจภาคใหม่ - New Economy) ตลอดจนเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) บรรจุไว้ในวาระการอภิปราย ในรายงานสรุปผลการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 8 ของกระทรวงต่างประเทศ กล่าวว่า “สมาชิกเอเปกต่างเห็นพ้องว่ากระแส (โลกาภิวัตน์) เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงต้องมีมาตรการที่จะรองรับผลกระทบดังกล่าว และให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา” มีผู้นำในที่ประชุมหลายประเทศ “ได้เสนอแนวทางลดช่องว่างความแตกต่างอันเกิดจากโลกาภิวัตน์และเศรษฐกิจภาคใหม่ ได้แก่ การมีโครงข่ายรองรับ (Social Safety Net) ที่มีประสิทธิภาพ การมีเศรษฐกิจซึ่งมีพื้นฐานจากการพัฒนาความรู้ (Knowledge-based Economy) การแลกเปลี่ยนความรู้และการพัฒนาด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจภาคใหม่” ประเด็นดังกล่าวได้มีการเจรจากันมาหลายครั้งแล้ว แต่ได้นำมารวมกันเข้าไว้ด้วยกันใหม่ในเรื่องของโลกาภิวัตน์และผลกระทบ ผลการประชุมได้มีการผ่านระเบียบวาระว่าด้วยปฏิบัติการเพื่อเศรษฐกิจใหม่ (The Action Agenda for the New Economy) นำเรื่องที่เคยเจรจากันแล้วมารวมกัน เช่น การประเมินผลความพร้อมทางด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การค้าที่ไม่ใช้กระดาษ และการสร้างขีดความสามารถทั้งในด้านกำลังคนและสถาบัน และขยายเรื่องไปสู่ประเด็น การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เสริมความเข้มแข็งแก่โครงสร้างทางตลาด การลงทุนในสถาบันและโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยี เป็นต้น

ในอีกด้านหนึ่ง ได้มีการยอมรับความเป็นจริงบางประการ ที่ประเทศเม็กซิโกได้เสนอว่า “กิจกรรมเปิดเสรีต่างๆที่ดำเนินอยู่ในเอเปกขณะนี้ เช่น แผนปฏิบัติการรายสมาชิก (Individual Action Plan) และข้อริเริ่มการเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจ (Early Voluntary Secoral Liberalization) ไม่มีความหมายอย่างแท้จริงและไม่ได้ส่งผลให้เกิดความคืบหน้าในกระบวนการเปิดเสรีแต่อย่างใด การมีเขตการค้าเสรี (Free Trade Area – FTA) จะเป็นกลไกที่ส่งผลเป็นรูปธรรมชัดเจน และเอื้อต่อกระบวนการเปิดเสรีในระดับโลกมากกว่า” (รายงานฉบับเดียวกัน) ความเห็นนี้สะท้อนประเด็นถกเถียงใหญ่เกี่ยวกับระบบหรือข้อตกลงการค้าพหุภาคีและเขตการค้าเสรีว่าแข่งขันหรือเกื้อกูลกันอย่างไร ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป ในทางปฏิบัติก็คือประเทศสมาชิกเอเปกต่างพากันดำเนินยุทธศาสตร์ใหม่ นั่นคือการเปิดเสรีโดยผ่านการตกลงทวิภาคีหรือการตกลงในระดับภูมิภาคย่อย (Sub-regional Agreement) เช่นญี่ปุ่นได้บรรลุข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสิงคโปร์ไปแล้ว เมื่อต้นเดือนมกราคม 2545 และคาดว่าจะทำข้อตกลงกับประเทศเม็กซิโกสำเร็จเป็นรายต่อไป ประเทศไทยเองก็ได้มีการเจรจากับสหรัฐ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียนเปิดเจรจากับประเทศจีนเพื่อตั้งเขตการค้าเสรีใน 10 ปี และยังได้เปิดเจรจากับผู้แทนทูตการค้าสหรัฐ เพื่อเจรจาข้อตกลงทางการค้าในเดือนเมษายน พ..2545 ที่กรุงเทพฯ

อนึ่ง ในที่ประชุมครั้งนี้ได้มีการยกประเด็นน้ำมันราคาแพง ซึ่งขัดขวางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขึ้นมาอภิปราย แต่ก็ดูไม่มีผลทางปฏิบัติอะไรมากนัก

การประชุมผู้นำเอเปกที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ปี 2001 (..2544) ใช้คำขวัญว่า “เผชิญการท้าทายใหม่ในศตวรรษใหม่: บรรลุความไพบูลย์ร่วมกันโดยผ่านการมีส่วนร่วมและการร่วมมือ” (Meeting New Challenges in the New Century: Achieving Common Prosperity through Participation and Cooperation) กล่าวได้ว่าโลกและบรรดาประเทศสมาชิกเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไร ขณะที่ความรุ่มร้อนจากการก่อการร้าย และสงครามต่อต้านการก่อการร้ายยังมีสูงมาก สหรัฐได้กดดันให้ที่ประชุมประกาศต่อต้านการก่อการร้ายอย่างไม่อ้อมค้อมและรุนแรงเป็นผลสำเร็จ ที่เหลือดูจะเป็นการกระตุ้นกันเองว่าจะช่วยกันฟันฝ่าวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งนี้และบรรลุเจตนารมณ์โบกอร์ให้ได้

แอลัน ออกซ์ลีย์ ประธานศูนย์เอเปกศึกษาออสเตรเลีย มหาวิทยาลัยมอแนช ได้เขียนบทความชื่อ “เอเปกต้องการการปลุกมากกว่าการเปิดการค้าเสรี (APEC Needs a Wake Up Call More Than Trade Liberalization, พฤษภาคม 2001) ชี้ว่าตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินเอเชีย ได้มีการเสนอเครื่องมือใหม่เพื่อสนับสนุนการบูรณาการเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเอเปกเข้าด้วยกัน ส่วนใหญ่เสนอให้ทำความตกลงแบบทวิภาคีหรือระดับภูมิภาคย่อย ซึ่งก็คือเน้นเรื่องการเปิดการค้าเสรี โดยยังขาดความพร้อม หรือขีดความสามารถในการต่อสู้กับปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ออกซ์ลีย์ เห็นว่าการเปิดการค้าเสรีย่อมก่อประโยชน์ที่แน่นอน แต่ข้อเสนอการเปิดการค้าเสรีจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ถ้าหากยังไม่มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปเพื่อให้ตลาดมีประสิทธิภาพขึ้นภายในประเทศ ประเด็นสำคัญของเอเชียปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การเปิดตลาดเสรี แต่ที่สำคัญไม่แพ้กัน ได้แก่การทำให้ตลาดมีความแข็งแรงที่จะก่อให้เกิดความเติบโต

การประชุมผู้นำเอเปกที่จะจัดขึ้นที่กรุงเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก ปี 2002 (..2545) มีหัวข้อหลักว่า “สร้างสะพานเพื่ออนาคต” (Building Bridge for the Future) เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยนัก ได้แก่

(1) ความน่าเชื่อถือหรือน่าจับตาของเอเปกลดลง บางคนกล่าวว่าเอเปกทำตัวเหมือนองค์การการค้าโลกน้อย (Mini-WTO)

(2) บรรดาประเทศสมาชิกต่างเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีและภูมิภาคย่อยเป็นการใหญ่

(3) ภาวะเศรษฐกิจโลกแม้ว่าจะมีสัญญาณฟื้นตัวบางอย่างแต่ก็ไม่แข็งแรง มีความไม่แน่นอน ถูกรุมเร้าทั้งทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ได้สมดุล ภาวะการเมือง การก่อการร้ายและสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

(4) ประเทศกำลังพัฒนาต่างพากันตั้งข้อต่อรองในการเจรจาแบบพหุภาคีมากขึ้น

(5) ขบวนการยุติธรรมโลกที่ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ นำโดยบรรษัทข้ามชาติยังคงมีพลังและเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันต่อไป

พิจารณาจากความสำเร็จหรือการเจรจาในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้น รวมศูนย์อยู่ในเรื่องมาตรการสนับสนุนการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะเกี่ยวกับกฎระเบียบ ระเบียบการศุลกากร การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการแลกเปลี่ยนนักธุรกิจ ส่วนการเจรจาก็เน้นในเรื่อง การแลกเปลี่ยนข่าวสาร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างหลักการที่ไม่ผูกมัด และการจัดตั้งฐานข้อมูล ประกอบกับเอกสารการเตรียมการประชุมของเม็กซิโกและข้อเสนอในงานทางวิชาการบางชิ้น จึงคาดหมายได้ว่าการประชุมเอเปก 2002 ก็คงวนเวียนอยู่ในเรื่องเหล่านี้ ประเด็นที่สำคัญน่าจะได้แก่ (1) การสนับสนุนการเจรจารอบใหม่ขององค์การการค้าโลก (2) ย้ำในแผนปฏิบัติการเดิม ได้แก่ แผนปฏิบัติการรายสมาชิก เป็นต้น ให้เข้มแข็งขึ้น (3) การพิจารณาข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีและแบบภูมิภาคที่กระทำกันนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์โบกอร์หรือไม่ (4) เรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับนโยบายการเลิกกฎระเบียบ การแข่งขัน เป็นต้น

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับเอเปก

) บทบาท “เขี่ยลูกบอล” ให้กระแสโลกาภิวัตน์ องค์การนี้เกิดขึ้นใน ค..1989 (..2532) อันเป็นช่วงเวลาแห่งการล่มสลายของระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์จ บุช ผู้พ่อ ได้ประกาศแนวนโยบายการจัดระเบียบโลกใหม่ขึ้น ซึ่งประกอบด้วยกระแสหลัก 3 ประการ ได้แก่การเปิดเสรีทางการค้า การเป็นประชาธิปไตย และการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การเกิดขึ้นของเอเปกอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเขี่ยลูกบอลสำหรับการเคลื่อนไหวสร้างกระแสโลกาภิวัตน์ อันเฟื่องฟูในทศวรรษ 1990 และเป็นการตอกตะปูโลงศพให้แก่ระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ในช่วงเวลานั้นเองการเจรจารอบอุรุกวัยของข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีและการค้า (The General Agreement of Tariff and Trade – GATT) ได้งวดลงใกล้จะยุติ เอเปกซึ่งมีสหรัฐเป็นแกนนำ ทั้งยังมีญี่ปุ่นกับแคนาดารวมเป็นสามเกลอ ขาดแต่เพียงสหภาพยุโรปซึ่งรวมกันเป็นกลุ่ม 4 ประเทศที่มีอิทธิพลในองค์การการค้าโลก ย่อมส่งอิทธิพลต่อกระบวนการเจรจารอบนี้ในระดับที่แน่นอน เคนเนธ แฟลมม์ และเอดเวิร์ด เจ. ลิงคอล์น นักวิชาการแห่งสถาบันบรูกิงส์ ชี้ว่าตั้งแต่การเจรจารอบอุรุกวัยสิ้นสุดลง (15 เมษายน 1994) และการเกิดขึ้นขององค์การการค้าโลก (1 มกราคม 1995) เอเปกได้กลายเป็นสถานที่ประชุมสำคัญ ในการอภิปรายเรื่องการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่าประเด็นใหม่ (New Issues) ได้แก่นโยบายการแข่งขัน นโยบายการลงทุน สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การค้าเสีด้านบริการ ประเด็นสำคัญเหล่านี้องค์การการค้าโลกยังไม่ได้พูดจากันอย่างลึกซึ้ง และเนื่องด้วยกระแสที่ขึ้นสูงการประชุมของเอเปกได้ยกระดับขึ้นมาเป็นการประชุมผู้นำในปี 1993 (2536) สมัยประธานาธิบดีคลินตัน ซึ่งกล่าวกันว่าไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดการในการเยือนประเทศเอเชียได้ทัน จึงได้จัดประชุมผู้นำขึ้นในปีนั้น

ดังนั้น องค์การเอเปกตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นเวทีเจรจาสำคัญของประเทศมหาอำนาจในการสร้างความชอบธรรมและผลักดันนโยบายในเรื่องสำคัญ เช่น

(1) สร้างกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการยอมรับว่า โลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวบางคนชี้ว่าโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่กฎธรรมชาติ ที่จะต้องเป็นไปเช่นนั้นแน่นอน หากแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น โลกาภิวัตน์เองก็ไม่ใช่ของใหม่ เคยเกิดขึ้นแล้วก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และสลายไปเนื่องจากสงครามโลกสองครั้ง

(2) สร้างความเชื่อว่าการค้าเสรีจะนำความไพบูลย์มาให้ และทำให้เชื่อว่า ตลาดเสรีเป็นรูปแบบเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว โดยรวมเป็นตลาดโลกได้ ซึ่งจากการปฏิบัติเห็นได้ว่าห่างไกลจากความเป็นจริงมาก แม้จุดมุ่งหมายของเอเปกที่จะให้ประเทศพัฒนาแล้วเปิดตลาดเสรีเต็มที่ในปี 2010 และประเทศกำลังพัฒนาในปี 2020 นั้นก็ยากที่จะปฏิบัติให้เป็นจริงได้

(3) ชี้แนวทางการพัฒนาให้แก่สมาชิกประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเข้าร่วมในกระแสโลกาภิวัตน์และตลาดเสรีโลก เช่นการสร้างขีดความสามารถ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสนใจเศรษฐกิจใหม่ และการสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายที่จะปฏิบัติได้

) เป็นการรวมกลุ่มการค้าเสรีเหนือ-ใต้เป็นครั้งแรก ในทศวรรษ 1990 ซึ่งเกิดกระแสโลกาภิวัตน์ที่นำโดยบรรษัทนั้น ก็ได้เกิดกระแสตามกันมาได้แก่กระแสภูมิภาคนิยมที่เป็นแบบโลกาภิวัตน์ เกิดเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ขึ้นเป็นจำนวนมาก นักวิชาการบางคนเช่นโรเบิร์ต เดฟลิน และลูซิโอ คาสโตร เรียกว่า “ภูมิภาคนิยมใหม่” (New Regionalism) ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ 2 ประการได้แก่

(1) มีลักษณะเปิด เน้นการแข่งขันที่ตั้งอยู่บนเศรษฐกิจแบบตลาดเอกชน ไม่ใช่การมองเข้าข้างใน การปกป้องทางการค้า หรือมียุทธศาสตร์การผลิตทดแทนการนำเข้าที่นำโดยรัฐ

(2) แทนที่จะเป็นการรวมกลุ่มระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันหรือแบบใต้-ใต้ ก็เป็นการรวมกลุ่มระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา หรือแบบเหนือ-ใต้ เอเปกนับเป็นการร่วมกลุ่มแบบนี้เป็นครั้งแรก ข้อที่น่าสนใจก็คือ ความสำเร็จและความล้มเหลวของเอเปก ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มแบบพหุภาคีค่อนข้างใหญ่ มีสมาชิกถึง 21 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งมีจีดีพีรวมแล้วมากกว่าร้อยละ 50 ของโลก อาจเป็นสัญญาณถึงความสำเร็จและความล้มเหลวในองค์การที่ใหญ่กว่าอย่างเช่นองค์การการค้าโลกซึ่งเป็นการจัดตั้งกลุ่มการค้าเสรีเหนือ-ใต้ ซึ่งมีสมาชิก 144 แห่ง (นับถึงเดือนเมษายน 2002) เป็นที่วิจารณ์กันทั่วไปว่าเอเปกได้สูญเสียกำลังขับเคลื่อน ซึ่งถ้าหากไม่มีการเสริมความเข้มแข็งก็อาจกลายเป็นการประชุมที่พูดมากทำน้อย องค์การการค้าโลกก็กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องความไม่โปร่งใสเป็นประชาธิปไตย และดูแลการค้าที่ไม่เป็นธรรม การเจรจารอบใหม่คาดหมายว่ายากจะสำเร็จภายในกำหนดเวลา เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูว่าความคาดหวังที่จะสร้างตลาดโลกเสรีที่เป็นหนึ่งเดียวในกระบวนโลกาภิวัตน์จะสามารถเป็นจริงได้เพียงใด สำหรับคำตอบตามทฤษฎีระบบซับซ้อนก็คือ ยาก

) มีการทำข้อตกลงทวิภาคีและแบบภูมิภาคสูงขึ้น นายโนโบรุ ฮาตาเกยามะ ประธานองค์การค้าภายนอกของญี่ปุ่น (Japan External Trade Organization – JETRO) ได้กล่าวปาฐกถาที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.. 2002 กล่าวถึงเขตการค้าเสรีและจุดยืนของประเทศญี่ปุ่นว่า เขตการค้าเสรี นับได้ว่าเป็นคู่แข่งกับข้อตกลงพหุภาคีอย่างเช่นข้อตกลงว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าหรือแกตต์และองค์การการค้าโลกในเวลาต่อมา นายโนโบรุเห็นว่ากลุ่มที่เป็นตัวสร้างกระแสเขตการค้าเสรี ได้แก่ กลุ่มประชาคมยุโรปซึ่งได้ประกาศกำหนดการ 1992 (The 1992 Program) ที่จะทำให้เส้นแบ่งพรมแดนประเทศสมาชิก ไม่ได้เป็นสิ่งกีดขวางการค้าและการอพยพผู้คนอย่างเสรี ซึ่งหากทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าเป็นการสร้าง “ป้อมปราการยุโรป” ขึ้น ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นต่างไม่เห็นด้วย แต่กลุ่มประชาคมยุโรปก็ปฏิบัติการจนสำเร็จ ก่อนหน้านั้นในปี 1990 การเจรจารอบอุรุกวัยที่กรุงบรัสเซล ไม่อาจจะตกลงกันได้ ความล้มเหลวนี้เป็นเงามืดซึ่งทอดทับการพัฒนาที่ค่อนข้างราบรื่นของการเจรจาแบบพหุภาคี (Multilateralism) ซึ่งมีแกตต์เป็นธงนำ และอยู่ตรงข้ามกับเขตการค้าเสรีซึ่งมักเรียกกันว่าเป็นแนวทางแบบทวิภาคี (Bilateralism) และภูมิภาคนิยม (Regionalism) โนโบรุเห็นว่าความล้มเหลวของการเจรจา และความสำเร็จของ กำหนดการ 1992 ทำให้สหรัฐหันเหนโยบายทางการค้าจากพหุภาคีมาเป็นแบบทวิภาคีและภูมิภาคนิยมบ้าง เช่น การตั้งเขตการค้าเสรีทวีปอเมริกาเหนือ หรือนาฟตา และเตรียมขยายให้ครอบคลุมทั้งทวีปอเมริกา (Free Trade Area of America – FTAA) ในปี 2005

นายโนโบรุชี้ว่า ได้มีเขตการค้าเสรีจำนวนมากในเอเชียและแอฟริกา เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา (..1992) ในแอฟริกามีชุมชนพัฒนาแอฟริกาตอนใต้ (Southern Africa Development Community) รวมกัน 14 ประเทศ ในปัจจุบันมีเขตการค้าเสรีทั่วโลกถึง 138 แห่งเมื่อเทียบกับสมาชิกองค์การการค้าโลกที่มี 144 แห่ง

โนโบรุกล่าวว่า มีประเทศเศรษฐกิจใหญ่ในโลกนี้ไม่กี่แห่ง ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ที่ไม่ได้ทำข้อตกลงการค้าเสรี ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นเสียเปรียบหลายประการ เช่นถ้าหากญี่ปุ่นยึดนโยบายข้อตกลงพหุภาคีอย่างเดียว ก็จะถูกโดดเดี่ยว และก่อความเสียหายทางการค้าแก่บริษัทต่างๆ ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงควรเปลี่ยนนโยบายใหม่ โดยทำข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี เช่นที่ทำสำเร็จแล้วกับประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนมกราคม 2002 และเตรียมที่จะทำข้อตกลงการค้าแบบภูมิภาคกับอาเซียนในชื่อว่า ข้อตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement)

การสร้างเขตการค้าเสรีที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นปรากฏการณ์สำคัญในการค้าโลก ซึ่งในปัจจุบันมีลักษณะทั้งอยู่ตรงกันข้ามและสนับสนุนการตกลงพหุภาคี เช่น องค์การการค้าโลก ซึ่งควรติดตามต่อไปว่าจะคลี่คลายไปในทางใด

2.2 จุดยืนประเทศไทยจาก 3 ภาคหลัก

จุดยืนของประเทศไทยก่อนหน้านั้นย่อมหมายถึงจุดยืนของทางการรัฐบาลไทย แต่หลังจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองใหญ่หลายครั้ง ที่สำคัญ ได้แก่ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 จุดยืนประเทศไทยประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ทางการรัฐบาลไทย องค์การธุรกิจเอกชนภายในประเทศ องค์กรประชาชน และองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ ซึ่งจำนวนหนึ่งเข้าร่วมในขบวนการยุติธรรมโลก ทั้งนี้ยังมีทางการรัฐบาลไทยเป็นผู้นำ ซึ่งแสดงถึงความมีเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศในระดับที่แน่นอน

1. จุดยืนของทางการรัฐบาลไทย นับตั้งแต่สงครามเย็น (..2500) จุดยืนรัฐบาลไทยมีแบบแผนทั่วไปได้แก่ (1) สังกัดฝ่ายโลกเสรีที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ ต่อต้านระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จุดยืนนี้ค่อนข้างมั่นคงและโดยทั่วไปประสบความสำเร็จ แต่เมื่อถึงปัจจุบันก็มีจุดที่จะต้องแก้ไข ได้แก่การเสริมสร้างความไว้วางใจยิ่งขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านในด้านตะวันออกคือ 3 ประเทศอินโดจีน และด้านตะวันตกคือพม่า กล่าวอย่างสั้นๆ ก็คือ ต้องปรับยุทธศาสตร์และนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้านใหม่ (2) การสนับสนุนการค้าและการลงทุนอย่างเสรี (3) การลดบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐลงและให้ภาคธุรกิจเอกชนมีบทบาทมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จุดยืนของทางการไทยจะค่อนข้างสม่ำเสมอมั่นคงแต่ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลกซึ่งมีความพลิกผันไม่น้อยตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ได้แก่

) เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการลุกขึ้นคัดค้านครั้งใหญ่ต่อการปกครองรวบอำนาจแบบทหาร (ช่วงตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ยาวราว 41 ปี มีผู้นำทหารเข้มแข็ง 4 คนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวมกันนานกว่า 36 ปี) เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบที่สำคัญ 3 อย่าง ได้แก่

(1) ยุติการปกครองรวบอำนาจแบบทหาร

(2) ภาคธุรกิจเอกชน องค์การประชาชนและกลุ่มพลัง ซึ่งภายหลังเรียกกันว่าเอ็นจีโอ ได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองมากขึ้น

(3) ก่อจุดยืนที่เป็นอิสระจากสหรัฐ และจากระบบตลาดโลกมากขึ้น เช่น ต่อต้านการมีฐานทัพสหรัฐในประเทศ และเสนอการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ หรือให้หลุดพ้นจากการครอบงำทางเศรษฐกิจของสหรัฐ-ญี่ปุ่น แต่ข้อเสนอเรื่องการพึ่งตนเองนั้นอ่อนตัวลงหลังการสังหารหมู่และการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 

) การสิ้นสุดลงของสงครามเวียดนาม (..2518) และถอนทหารและฐานทัพสหรัฐจากประเทศไทย อิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคนี้โดยทั่วไปลดลง ม...คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย ได้เยือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปี 2518 เปิดทางให้มีการเจรจาภายในภูมิภาคดีขึ้น สหรัฐเองก็ดูจะเปลี่ยนนโยบายจากการสนับสนุนรัฐบาลที่เข้มแข็งมาเป็นรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เหล่านี้สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน  ตลอดจนการสร้างสัมพันธ์ใหม่ในภูมิภาค

) การขยายตัวของลัทธิเสรีนิยมใหม่ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 (..2523 เป็นต้นไป) ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟได้ผลักดันให้ประเทศต่างๆดำเนินการปรับทางโครงสร้าง (Structural Adjustment) ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญได้แก่ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีตลาดทุน การยึดมั่นในกลไกตลาด (รัฐไม่เข้าไปแทรกแซงราคา) การค้าเสรี การมีนโยบายการเงินและการคลังที่เข้มงวด เช่นการเพิ่มภาษี การลดค่าเงิน การลดการใช้จ่ายของรัฐบาล ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนบทความชื่อ “การเมืองแห่งการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในประเทศไทย” (The Politics of Structural Adjustment in Thailand: A Political Explanation of Economic Success, Oxford University Press, ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.. 2535) กล่าวว่าในปี 1980 (..2523) ขณะกำลังทำแผนพัฒนาฉบับที่ 5 (..2524-2529) ธนาคารโลกได้ยื่นรายงาน 2 ฉบับ เร่งเร้าให้รัฐบาลไทยเปลี่ยนยุทธศาสตร์การแปรให้เป็นแบบอุตสาหกรรมจากการทดแทนการนำเข้าไปสู่การส่งออก และให้มีมาตรการปรับโครงสร้างเพื่อให้พ้นจากวิกฤติหนี้ โดยธนาคารโลกให้เงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้าง (Structural Adjustment Loans) มูลค่า 325.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไอเอ็มเอฟให้สิทธิกู้เงินแก่ประเทศไทยมูลค่า 1,486 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการกระตุ้นให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการรักษาความมั่นคงทางการเงิน ดร.อเนก ชี้ว่าแม้ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายการปรับโครงสร้าง แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่พล..เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีไทยขณะนั้น และรัฐมนตรีคนสำคัญ

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของสมัยพล..เปรมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่การเป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่างๆ และความสามารถในการประสานผลประโยชน์หลายฝ่ายของนายกรัฐมนตรี และการที่ญี่ปุ่นย้ายเงินลงทุนจำนวนหนึ่งมาที่ประเทศไทย เป็นต้น ถึงกระนั้นมาตรการที่เข้มงวดทางการเงินการคลัง เช่นการลดค่าเงินบาท การเข้มงวดกับสถาบันการเงิน การขึ้นค่ารถโดยสารประจำทาง ก่อความไม่พอใจ การประท้วง และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง อนึ่ง ในช่วงที่พล..เปรมเป็นนายกรัฐมนตรีได้เกิดการรัฐประหารที่ล้มเหลว 2 ครั้ง

เมื่อพล..เปรมออกจากตำแหน่งในปี 2531 เศรษฐกิจประเทศไทยได้เติบโตกว่าร้อยละ 10 ทำให้ความเชื่อมั่นในแนวทางเสรีนิยมใหม่ การค้าและการลงทุนเสรีสูงขึ้น เกิดความหวังที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Newly Industrialized Country – NIC) กันโดยทั่วไป

) จุดยืนที่จะเข้าร่วมกระแสโลกาภิวัตน์ ใน พ..2532 ประเทศไทยเข้าร่วมกับเอเปก ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นองค์การเพื่อการสนับสนุนกระแสโลกาภิวัตน์ หรือโดยพื้นฐานก็คือแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ดังนั้น ในช่วงเวลานี้จึงเป็นการพยายามปฏิบัตินโยบายและมาตรการในการปรับทางโครงสร้างที่ยังทำไม่สำเร็จในสมัยพล..เปรม เช่นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีทางการลงทุน และที่สำคัญก็คือการเปิดเสรีทางการเงิน ด้วยความคิดที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค จุดยืนที่จะเข้าร่วมกระแสโลกาภิวัตน์นี้ค่อนข้างมั่นคง แม้ว่าจะได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี พ..2540 ทางการไทยดูเหมือนที่จะยึดมั่นในจุดยืนและแนวทางนี้ โดยปฏิบัติตามการแนะนำของไอเอ็มเอฟ หรือใช้บรรษัทข้ามชาติเป็นที่ปรึกษาในการช่วยฝ่าวิกฤติ จนกระทั่งถึงปี 2543 ทางการไทยก็ยังยืนยันว่าโลกาภิวัตน์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ขณะที่กลุ่มเอ็นจีโอได้เสนอแนวคิดเรื่องชุมชนาธิปไตย ซึ่งจะเข้ามาแทนที่รัฐชาติตั้งแต่เดือนตุลาคม พ..2540

) จุดยืนการมองเข้าข้างในและการมองที่ฐานราก เมื่อรัฐบาลที่มีพรรคไทยรักไทยเป็นแกน ได้เข้าบริหารประเทศในต้นปี 2544 ได้มีการเปลี่ยนจุดยืนบ้างเล็กน้อย นั่นคือ ขณะที่ยังคงเห็นด้วยกับแนวคิดเสรีนิยมใหม่และกระบวนโลกาภิวัตน์ เศรษฐกิจภาคใหม่ ได้เพิ่มจุดยืนการมองเข้ามาข้างในและการมองที่ฐานรากขึ้น เป็นการเข้าร่วมกระแสโลกาภิวัตน์อย่างคำนึงถึงเงื่อนไขและความพร้อมภายในประเทศ และอย่างมีการต่อรองมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในกลุ่มทุนโลกในระดับหนึ่ง

รวบรวมจากการเคลื่อนไหวและการปราศรัยครั้งสำคัญของ พ...ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายสุรเกียรติ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศ อาจสรุปจุดยืนและนโยบายของทางการไทยได้ดังนี้

(1) การยึดมั่นในเรื่องตลาดเสรี แต่มีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยพึ่งกระแสทุนของโลก (2) นโยบายทวิวิถี (Dual Track Policy) เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าภายในประเทศและการส่งเสริมการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศควบคู่กันไป (3) การให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสมัยใหม่ เช่นแนวคิดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การขนส่งทางอากาศ ศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน การร่วมมือกับอินเดียด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ (4) จุดยืนในด้านการปราบปรามยาเสพติด ร่วมมือกับประเทศจีน ลาว พม่า รวมทั้งสหรัฐในการปราบปราม (5) จุดยืนในการต่อต้านการก่อการร้าย โดยร่วมมือกับประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้และสหรัฐในการต่อต้านการก่อการร้าย ทั้งนี้โดยให้มีปฏิบัติการแบบพหุภาคี (6) จุดยืนในการสร้างความร่วมมือในภูมิภาค เช่น การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การถือประเทศจีนเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ การดำเนินการเพื่อเปิดเสรีทางการค้าระหว่างอาเซียน-จีน การดำเนินการเพื่อเปิดเสรีทางการค้าระหว่างอาเซียน-อินเดีย การลงนามในกรอบความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่น การจัดตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมเพื่อศึกษาการตั้งเขตการค้าเสรีอินเดีย-ไทย การผลักดันทางเชื่อมตะวันออก-ตะวันตก (East-West Corridor) ซึ่งเป็นเส้นทางถนน แกนเชื่อมเหนือ-ใต้ (North-South Axis) อันเป็นเส้นทางรถไฟ (7) ความพยายามแสดงบทบาทที่มีความสำคัญในภูมิภาคนี้ เช่นการริเริ่มให้มีการเจรจาความร่วมมือแห่งเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue – ACD) ซึ่งจะทำให้ศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้โดดเด่นขึ้น (8) การเปิดรับเงินทุนจากต่างประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการลงทุนโดยตรงและการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ จัดตั้งแมทชิ่งฟันด์กับสหรัฐและกับอีกหลายประเทศ เป็นต้น (9) ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐ เช่น ตกลงให้สหรัฐเปิดสำนักงานการค้าและการพัฒนา (U.S. Trade and Development Agency) ในประเทศไทย เมื่อเดือนมกราคม 2545 (10) การปรับปรุงปฏิบัติการทางการทูตให้เป็นแบบเชิงรุกและเป็นเอกภาพขึ้น หรือเอกอัครราชทูตซีอีโอ โดยให้งานทั้งด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง และวัฒนธรรมการท่องเที่ยวเป็นเอกภาพกัน

2. จุดยืนของภาคธุรกิจเอกชนต่อเศรษฐกิจ-สังคมความรู้ เศรษฐกิจใหม่ และโลกาภิวัตน์ จุดยืนภาคธุรกิจเอกชนออกไปในเชิงตอบรับ ขณะเดียวกันก็มีความกังวล เนื่องจากมีฐานที่ค่อนข้างอ่อนแอ มีการเรียกร้องต่อรัฐบาลค่อนข้างสูงในการเร่งให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวสู่การผลิตฐานความรู้ เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะทำให้สามารถแข่งขันในกระบวนโลกาภิวัตน์ได้ นอกจากนี้ ลักษณะตื่นตัวจากการพึ่งเทคโนโลยีต่างประเทศ หันมาเป็นการคิดสร้างเทคโนโลยีของตนเองขึ้นมาบ้าง

จากเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “ทิศทางการพัฒนาของไทย: เส้นทางสู่ระบบเศรษฐกิจ-สังคมความรู้” ซึ่งกระทรวงต่างประเทศ สมาคมสโมสรสราญรมย์ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดขึ้นในปลายเดือนพฤศจิกายน 2543 เอกสารของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มิถุนายน 2544 และเอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนโยบายและแผน สำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ในเดือนมกราคม 2545 อาจสรุปสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจสังคมความรู้ จุดยืนและยุทธศาสตร์ของภาคธุรกิจเอกชนและภาครัฐที่จะต้องปฏิบัติได้ดังต่อไปนี้

สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมความรู้

) ประเทศอุตสาหกรรมที่มั่งคั่ง ในกลุ่มโออีซีดี ใช้จ่ายเงินในการวิจัยและพัฒนาสูงถึงประมาณร้อยละ 2.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ในจำนวนนี้บริษัทเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเกือบร้อยละ 60 การวิจัยและพัฒนาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าโดยตรง อีกส่วนหนึ่งเพื่อการนำไปประยุกต์ใช้ มีส่วนน้อยไม่ถึงร้อยละ 10 ที่เป็นการวิจัยพื้นฐาน

) การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยมียุทธศาสตร์พึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นชัดในช่วงหลังของทศวรรษ 1980 ระหว่าง พ..2529-2532 ประเทศไทยสามารถดึงการลงทุนจากต่างประเทศได้เฉลี่ยปีละ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มเป็น 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่าง พ..2533-2539 อันเป็นปีก่อนเกิดวิกฤติการเงิน และในปี 2540 อันเป็นปีเกิดวิกฤติก็ยังมีเงินนำเข้าถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เป็นที่น่าสังเกตว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศมุ่งเน้นการจ้างงานและการส่งออก ซึ่งก็ได้ผลในระดับที่แน่นอน พบว่าบรรษัทที่ได้รับการสนับสนุนการลงทุนสามารถส่งออกได้เท่ากับร้อยละ 35 ของการส่งออกภาคหัตถอุตสาหกรรมทั้งหมด แต่ว่าให้ความสนใจไม่เพียงพอต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี เป็นการพัฒนาที่มองข้ามความสำคัญของความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อนึ่ง สินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ ได้แก่คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน มีรายการนำเข้าเพื่อการผลิต สูงระหว่างร้อยละ 44-64 ของทั้งหมด

) ทางภาคเอกชนและภาครัฐเอง แม้เริ่มเห็นความสำคัญของความรู้และเทคโนโลยี แต่ก็ยังน้อยเกินไป ผู้ประกอบการ ยังคงให้ความสำคัญต่อการสั่งซื้อเทคโนโนโลยีการผลิต มากกว่าการเรียนรู้และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่นำเข้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิต มาตรการภาครัฐเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีน้อยเกินไป ส่งผลกระทบต่อบริษัทจำนวนน้อย ไมได้ส่งผลกระทบต่อการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของธุรกิจเอกชนอย่างเห็นได้ชัด งบประมาณของรัฐที่จัดสรรเพื่อการวิจัยและพัฒนา เฉลี่ยเพียงร้อยละ 0.17 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างต่ำร้อยละ 0.25

) ประเทศไทยต้องนำเข้าเทคโนโลยีในรูปของค่ารอยัลตี ไปจนถึงเครื่องจักร ในแต่ละปี เป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท ตัวเลขในปี 2543 ประเทศไทยเสียค่ารอยัลตี และค่าธรรมเนียมใบอนุญาต เป็นมูลค่า 28,308 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมความรู้ทางเทคนิค 65,048 ล้านบาท รวมสองยอดเป็น 93,356 ล้านบาท บวกกับค่าเครื่องจักร 589,805 ล้านบาท รวมเป็นสินค้าเทคโนโลยี 683,161 ล้านบาท อนึ่ง แม้ว่าจะมีการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีอยู่บ้างเช่นเครื่องจักร เครื่องกล วงจรไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการประกอบสินค้าเพื่อการส่งออกและมีรายจ่ายในการซื้อและนำเข้าเทคโนโลยีในรูปค่ารอยัลตีและความรู้ทางเทคนิคอีกด้วย

) สาเหตุอื่นที่ทำให้การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก้าวไม่ทันความความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้แก่ การรับเอาวัฒนธรรมบริโภคนิยมเข้ามา เป็นสังคมที่มีความเชื่อแบบเดิมๆ ขาดเหตุผลและความคิดริเริ่ม อันเป็นวิถีชีวิตที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ระบบการศึกษายังไม่มีกระบวนการเรียนรู้ให้มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเข้าไม่ถึงการนำไปใช้ หรือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

จุดยืนและยุทธศาสตร์ของภาคธุรกิจเอกชนและภาครัฐ อาจสรุปได้ดังนี้

) ควรสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมีการจำแนก โดยการสำรวจและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการผลิตครอบคลุมสาขาต่างๆที่สำคัญ โดยตรวจสอบทั้งในด้านความสามารถของภาครัฐ ตลาดการเงิน ระบบบริการพื้นฐาน และคุณภาพของประชาชน

) ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ แล้วจึงเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้านั้น นำไปสู่การพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะต้องมีการร่วมมือกันอย่างดีระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจเอกชน ในการจัดทำกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้ชัดเจน ทำให้สินค้าของไทยพ้นจากการถูกขนาบระหว่างสินค้าระดับล่างและระดับบน

) ภาครัฐควรจะแสดงบทบาทนำในเฉพาะหน้านี้ เนื่องจากเป็นผู้อุดหนุน และทำการวิจัยและพัฒนารายใหญ่ของประเทศ บทบาทนี้จำต้องเป็นไปอย่างรอบด้านทั้งในด้านการผลิต การส่งต่อ การถ่ายทอดความรู้ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และนอกจากนี้ ควรมีมาตรการทั้งการเงินและการคลังเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของภาคธุรกิจเอกชน ส่วนในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีต่อภาคการผลิต เช่น สถาบันมาตรวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในมหาวิทยาลัย

) ทางภาคธุรกิจเอกชนควรเตรียมพร้อมที่สำคัญ ได้แก่ (1) การปรับตัวโดยคำนึงถึงคุณภาพ ตลาดภายใน ตลาดเฉพาะ (Niche Market) ผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเห็นความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม (2) การสร้างเครื่องหมายการค้า การวางตำแหน่งและแผนการตลาดให้เหมาะสม การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้สูงสุด (3) เพิ่มการวิจัยและพัฒนา (4) การรวมตัวกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (5) คำนึงถึงการแข่งขันในตลาดโลกอยู่ตลอดเวลา (6) สนใจการบริหารข้อมูลมากกว่าการบริหารสินทรัพย์

) ควรให้ความสำคัญสูงแก่ (1) เทคโนโลยีสารสนเทศ ในด้านการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การตระเตรียมทางกฎหมาย และอี-คอมเมิร์ซ (2) เทคโนโลยีชีวภาพ โดยเน้นการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน และการสร้างระบบความรู้ทางการเกษตร (Agricultural Knowledge System – AKS) ผสานกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาทางเกษตรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ น่าจะมีการจัดตั้งสภาการเกษตรขึ้นโดยผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดเข้าร่วม

3. ข้อเสนอใหม่และจุดยืนของเอ็นจีโอ

เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจ-การเงินครั้งใหญ่ใน พ..2540 ได้เกิดความเคลื่อนไหวทบทวนทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น ความเชื่อมั่นในกระแสโลกาภิวัตน์ลดลง ข้อเสนอจำนวนหนึ่งที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว กลับมาได้รับความสนใจใหม่ จนเป็นเหมือนข้อเสนอใหม่ ข้อเสนอดังกล่าว เช่นฉันทามติรัตนโกสินทร์  เศรษฐกิจวัฒนธรรม เศรษฐกิจพึ่งตนเอง ชุมชนาธิปไตย ในบรรดาข้อเสนอทั้งหลายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวได้ว่าโดดเด่นที่สุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ ได้นำไปเป็นความคิดชี้นำของแผนพัฒนาฉบับที่ 9 (..2545-2549)

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามที่ปรากฏในแผนพัฒนาฉบับที่ 9 มีแก่นสาระอยู่ที่ทางสายกลาง ซึ่งเป็นคำสอนหลักเกี่ยวกับวิถีปฏิบัติตามคติพุทธ ในทางเศรษฐกิจปัจจุบัน น่าจะหมายถึงการไม่เอียงไปสุดโต่งข้างลัทธิติดยึดตลาด (Market Fundamentalism) หรือไปสุดโต่งข้างการวางแผนจากศูนย์กลาง

ทางสายกลางทางเศรษฐกิจนี้ น่าจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่างด้วยกันได้แก่ (1) เศรษฐกิจทวิวิถี ด้านหนึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ก้าวให้ทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ อีกด้านหนึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีระบบภูมิคุ้มกันต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งทั้งสองวิถีนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน (2) องค์ประกอบที่ลึกกว่านั้น ได้แก่การเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน มีสติและความรอบคอบ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้น่าจะเป็นวิถีเศรษฐกิจที่เหมาะสมในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปรัชญานี้มีลักษณะเป็นความคิดชี้นำ ดังนั้น เมื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งต้องมีการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ นโยบาย และมาตรการ แต่ละกลุ่มที่ทำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการดังกล่าวย่อมมีความเห็นต่างกันได้มากว่าจะให้ความสำคัญแก่เรื่องใดก่อนหลัง จะอาศัยใคร หรือกำหนดกรอบเวลาอย่างใด เหล่านี้จะเกิดความหลากหลาย อันจะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น

จุดยืนของเอ็นจีโอ ในที่นี้ยึดการเคลื่อนไหวและการนำเสนอของเอ็นจีโอภายในประเทศเป็นหลัก แต่ก็นำข้อเสนอของขบวนการยุติธรรมโลกมารวมด้วย เพื่อให้เกิดความครบถ้วน จุดยืนนี้อาจสรุปได้ 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

) กลุ่มว่าด้วยอุดมการณ์ เสนอว่าเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่เน้นการแข่งขันและกำไรไม่ใช่เศรษฐกิจรูปแบบเดียว ยังมีเศรษฐกิจรูปแบบอื่น เช่นที่ถือคน ชุมชนและสิ่งแวดล้อม เป็นศูนย์กลาง ควรให้เศรษฐกิจทางเลือกเหล่านี้ได้สร้างสังคมด้วย “โลกอีกแบบหนึ่งเป็นไปได้”

) กลุ่มว่าด้วยองค์กรและการปรับปรุงองค์กร เห็นว่าองค์การพหุภาคีทั้งสามคือ ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลก มีโครงสร้างและการบริหารงานที่รวมศูนย์ ขาดความเป็นประชาธิปไตย ไม่โปร่งใส เอื้อประโยชน์ต่อประเทศพัฒนาแล้วและบรรษัทข้ามชาติ มากกว่าประเทศในโลกที่สาม และบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ควรจะได้มีการปฏิรูปใหม่ และบางกลุ่มเสนอให้ล้มเลิกไปเสียเลย เช่นไอเอ็มเอฟซึ่งปฏิบัติหน้าที่เหมือนเป็นองค์การฮั้วระหว่างกลุ่มเจ้าหนี้ (Lenders Cartel)

) กลุ่มว่าด้วยประเด็นปัญหา มีที่สำคัญได้ (1) การแก้ปัญหาความยากจนและลดช่องว่างทางสังคม (2) การลดหรือยกเลิกหนี้ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา (3) การค้าที่เป็นธรรม (4) การยกเลิกหรือแก้ไขข้อตกลงที่ไม่เกี่ยวกับการค้า ที่สำคัญคือข้อตกลงว่าด้วยสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า หรือทริปส์ ซึ่งไม่ก่อประโยชน์แก่สาธารณะ ส่งเสริมการผูกขาด เป็นอันตรายต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งการแก้ปัญหาความยากจน การสนองบริการสาธารณสุข การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การรักษาสิ่งแวดล้อม ในนี้มีการเสนอให้ยกเลิกการจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ป้องกันโจรสลัดทางชีวภาพ (Bio-piracy) (5) การสร้างอธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty) และความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่ส่งเสริมการส่งออกอาหาร ขณะที่ปล่อยให้ผู้คนภายในประเทศจำนวนมากประสบภาวะหิวโหย (6) การเก็บภาษีเงินได้ที่ไหลเวียนอย่างรวดเร็วระหว่างประเทศ (Tobin Tax) (7) การแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรีที่ไม่เป็นธรรม และละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศกำลังพัฒนา

) กลุ่มว่าด้วยการปกครองโลก การปกครองโลกในปัจจุบันมีลักษณะเป็นแบบเผด็จการ แสดงออกเช่น (1) การตัดสินใจสำคัญของโลกกระทำโดยผู้นำกลุ่ม 8 ซึ่งเป็นตัวแทนประชากรโลกเพียงร้อยละ 13 (2) คณะมนตรีความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติ มีสมาชิกถาวร 5 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ของโลก มีสิทธิในการวีโต้มติใดๆที่เกี่ยวกับความมั่นคง (3) สมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นองค์การปกครองโลก มีตัวแทนที่ไม่ได้เลือกขึ้นโดยตรงจากประชากรโลก หากเป็นตัวแทนจากรัฐบาลต่างๆ ดังนั้น (4) ต้องสร้างองค์การปกครองโลกที่เหมาะสมโดยปฏิรูปองค์การสหประชาชาติให้เป็นประชาธิปไตยขึ้น ข้อเสนอในข้อที่สี่นี้นับว่าปฏิบัติได้ยากที่สุด

จุดยืนจากทั้งสามส่วนนี้มีทั้งที่ร่วมและที่ต่างกัน และมีรายละเอียดปลีกย่อยมากในการวางแผน การปฏิบัติและการประเมินผล ทางการรัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศจึงจำต้อง “ปรุง” จุดยืน ยุทธศาสตร์ นโยบายเหล่านี้อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะได้สามารถแสดงท่าทีและบทของตนบนเวทีโลกอย่างมีพลังและได้รับความเชื่อถือ

3. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

3.1 สถานการณ์และแนวโน้มทั่วไป

มีความเห็นพ้องกันในระดับหนึ่งว่าโลกกำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญอีกครั้ง ในภาพใหญ่นั้น ได้แก่ระบบโลก ซึ่งเป็นระบบทุนนิยมที่มีสหรัฐเป็นศูนย์กลางหลัก กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นทั้งในบริเวณศูนย์กลางเอง ได้แก่การแข่งขันและการร่วมมือกันระหว่างสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น และเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบ ซึ่งบางคนเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบอาณานิคมใหม่ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นกำลังการผลิตสำคัญ ได้เปลี่ยนทั้งสภาพแวดล้อมธรรมชาติและทางสังคม กระทั่งด้านวัฒนธรรม ทำให้วิถีชีวิต คุณค่า และทัศนคติของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปด้วย สถาบันทางสังคมทั้งหมดถูกกระทบในระดับใดระดับหนึ่ง

ในช่วงของยุคอาณานิคมเก่าราวร้อยกว่าปีมาแล้ว ทางการรัฐบาลไทยได้เดินนโยบาย 2 ด้านหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นทวิวิถีอย่างได้ผลที่แน่นอน ด้านหนึ่งได้แก่การทำประเทศให้ทันสมัยเป็นแบบตะวันตก อีกด้านหนึ่ง ได้แก่การพยายามถ่วงดุลอำนาจของมหาประเทศไม่ให้เอียงไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งจนเกินไป

ต่อมาในช่วงของสงครามเย็น ทางการรัฐบาลได้มีจุดยืนผูกพันกับตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐ พร้อมกับเปิดประเทศสำหรับการลงทุนและการค้าเสรีมากขึ้น

แต่ในโลกปัจจุบันหลังยุคสงครามเย็น โลกกลับจะดูจัดระเบียบได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีความพยายามที่จะรวมตลาดโลกให้เป็นตลาดเสรีเพียงหนึ่งเดียว ทำให้โลกเป็นเหมือนหมู่บ้านเดียว ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนประชากรมากขึ้น สิ่งแวดล้อมขาดความสมบูรณ์และเลวลง มีผู้แสดงบทเวทีโลกมากขึ้น สถานการณ์ซับซ้อนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น นอกจากประเทศมหาอำนาจเดิมแล้ว ประเทศอาณานิคมยังได้เป็นอิสระ บางประเทศ เช่น จีนตื่นจากการเป็นยักษ์หลับ แสดงศักยภาพที่จะเป็นมหาอำนาจ บางประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมอย่างสูง เช่นประเทศอินเดียซึ่งก็มีศักยภาพที่จะเป็นมหาอำนาจ กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางซึ่งจำนวนหนึ่งเดิมเป็นชนเผ่าเร่ร่อน มีจำนวนน้อยกลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยจากน้ำมัน จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นแกนของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่ทรงอิทธิพลของโลก ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นตกเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตก ได้รับเอกราช รวมตัวกันเป็นกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และทางเศรษฐกิจสูง และกำลังพยายามตั้งเขตการค้าเสรีของตนขึ้น

ภายในหมู่ประเทศมหาอำนาจเอง มีสัญญาณบ่งชี้ว่า อิทธิพลของสหรัฐได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อยุโรปตะวันตกสามารถรวมตัวกันขึ้นเป็นสหภาพยุโรป มีความเป็นตัวของตัวเองไม่ยอมตามแรงกดดันของสหรัฐง่ายๆ เหมือนเดิม ญี่ปุ่นก็เป็นทำนองเดียวกัน

นอกจากนี้ กระบวนโลกาภิวัตน์มีสัญญาณอ่อนตัวลง จากกรณีการประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลกที่กรุงซีแอตเติล สหรัฐ ในปลายปี 1999 (..2542) เกิดกระแสการตกลงแบบทวิภาคี (Bilateralism) และแบบภูมิภาคนิยม (Regionalism) สูงขึ้น แข่งขันกับการตกลงแบบพหุภาคี (Multilateralism)และเป็นแบบทั้งโลก (Globalism)

ในสถานการณ์ใหม่นี้ จุดยืนและนโยบายต่างประเทศของไทยบนเวทีโลกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความเป็นที่ยอมรับ การเอื้อต่อการค้าและการลงทุนที่เป็นธรรมและยั่งยืน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเพื่อความหลากหลายของวิถีดำเนินชีวิต อันมีผลอย่างสูงต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ

3.2 ข้อเสนอแนะ

1. การมีจุดยืนและนโยบายที่เป็นตัวเองมากยิ่งขึ้น ในสถานการณ์และแนวโน้มปัจจุบัน ที่อิทธิพลสหรัฐอ่อนลง มีผู้แสดงบนเวทีโลกมากขึ้น จนยากที่จะถ่วงดุลอำนาจต่างๆในประเทศเหมือนเดิม การเป็นตัวของเองเพื่อให้เป็นที่รู้จักเข้าใจ และเป็นที่ยอมรับในประชาคมโลกจึงเป็นสิ่งสำคัญ และน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติด้วย

2. การสร้างจุดยืนและนโยบายต่างประเทศที่มีฐานภายในอันกว้างขวาง นั่นคือการได้รับการรู้ เข้าใจ และสนับสนุนจากสาธารณชนและกลุ่มพลังต่างๆ อย่างกว้างขวาง ควรเปิดให้มีการอภิปรายถกแถลงเกี่ยวกับจุดยืนและนโยบายต่างประเทศอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจ และเป็นการระดมสมอง นี่เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับข้อที่ 1 ทั้งนี้เนื่องจากปรากฏว่า ประเทศกำลังพัฒนาที่อ่อนแอนั้น มักถูกประเทศมหาอำนาจบิดแขน และข่มขู่อยู่เสมอ การมีฐานสนับสนุนอันกว้างขวาง ทั้งจากองค์การธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน และองค์กรประชาชนและเอ็นจีโอ ช่วยเปิดทางกว้างในการแสดงจุดยืนและนโยบายได้ดีขึ้น

3. การให้ความสำคัญระดับทวิภาคีและภูมิภาค และร่วมกับประเทศในโลกที่สามมากขึ้น ในสภาพที่ประเทศไทย ไม่มีบรรษัทข้ามชาติที่ดำเนินกิจการทั่วโลกและมียอดขายสูงจนติดอันดับ อย่างเช่นในประเทศพัฒนาแล้ว และในระยะใกล้ก็ไม่น่าจะเกิดบรรษัททำนองนี้ขึ้นมา และในสภาพที่กิจการภายในประเทศ ถูกกลุ่มทุนโลกเข้าซื้อกิจการ หรือเข้ามาดำเนินการลึกขึ้นทุกที จึงน่าจะให้ความสำคัญในระดับทวิภาคีและภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่ประเทศพอมีประสบการณ์และพลกำลังในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ การร่วมมือกับประเทศในโลกที่สาม เพื่อการต่อรอง ชะลอหรือทำให้การครอบงำทางเศรษฐกิจ-วัฒนธรรมของประเทศมหาอำนาจลดลง จะช่วยทำให้การค้าระหว่างประเทศ เป็นธรรมและยั่งยืน แก้ปัญหาความยากจนภายในชาติในระดับหนึ่ง

4. ควรมีจุดยืนที่มั่นคงเกี่ยวกับการค้า การลงทุนที่เป็นธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการแก้ปัญหาความยากจนและการสร้างชุมชนเข้มแข็ง อันเป็นจุดที่แสดงถึงความเป็นตัวเอง การมีบทบาทนำ และการมีส่วนร่วมในการจัดระเบียบโลกแบบใหม่ มีข้อเสนอจำนวนมากที่เสนอกันในประเทศ ซึ่งอาจนำมาเป็นข้อเจรจาหารือกัน เช่นการเจรจาความร่วมมือแห่งเอเชีย ในประเด็น “สันติภาพ พอเพียง เป็นธรรม” แทนที่จะเจรจากันแต่ในเรื่องการค้า การลงทุนหากำไร การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแต่เพียงด้านเดียว

5. การสร้างจุดยืนและนโยบายต่างประเทศด้วยความรอบคอบ มีโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้และมีผู้ปฏิบัติงานที่พอเพียง น่าจะได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการหรือตั้งคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาปรับปรุงยุทธศาสตร์และนโยบายต่างประเทศใหม่หลังยุคสงครามเย็น ควรสนับสนุนให้เปิดการศึกษาด้านอาณาบริเวณศึกษา (Region Study) การจับตาประเทศต่างๆ (Country Watch) และควรเปิดสำนักงานเพื่อฝึกอบรมวิชาการทูตและการเจรจา เพื่อสร้างผู้ปฏิบัติงานทางการทูตและการเจรจาต่อรองให้รับกับการเจรจาที่คาดว่าจะมีเพิ่มมากขึ้น

ความมั่นคงของชาติไม่ได้อยู่ที่ความมั่นคงที่ชายแดนเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากพรมแดนได้ถูกลดความสำคัญลงจากกระบวนโลกาภิวัตน์ ความมั่นคงของชาติได้เพิ่มมิติไปสู่ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ-การเงิน ความมั่นคงทางการเมืองซึ่งแสดงออกที่ความชอบธรรมในการปกครอง ความมั่นคงทางการงาน ความมั่นคงของชุมชนและครอบครัว กระบวนโลกาภิวัตน์นั้นหากจัดการไม่ดีก็ส่งผลกระทบอย่างสูงต่อความมั่นคงเหล่านี้ เช่น กรณีวิกฤติเศรษฐกิจ-การเงินที่ประเทศต้องเผชิญมาแล้ว บนเวทีโลกที่มีอันตรายและความไม่แน่นอนสูงขึ้น เดิมพันของประเทศบางครั้งขึ้นอยู่กับจุดยืนและนโยบายบนเวทีโลกนี้เอง


บรรณานุกรม

-------

ภาษาไทย

 

ข่าวสารนิเทศ. การปาฐกถาพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเรื่อง "จากเอเปคสู่ชนบทไทย". www.mfa.go.th

ข่าวสารนิเทศ. การเยือนสหรัฐอเมริกาของนายกรัฐมนตรี. www.mfa.go.th

ข่าวสารนิเทศ. การเยือนอินเดียของพ...ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี. www.mfa.go.th

ข่าวสารนิเทศ. นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนา ณ ประเทศเม็กซิโก. www.mfa.go.th

ข่าวสารนิเทศ. ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการเอกอัครราชทูตเพื่อการบริหารราชการที่เป็นเอกภาพ (เอกอัครราชทูต CEO). www.mfa.go.th

จักรกฤษณ์ ควรพจน์. กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า. พิมพ์ครั้งที่ 2 , กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2544.

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล. เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง ทิศทางการพัฒนาของไทย: เส้นทางสู่ระบบเศรษฐกิจสังคมความรู้"บทบาทของวิทยาฯศาสตร์และเทคโนโลยีและ ICT กับ Knowledge - Based Economy. กระทรวงการต่างประเทศ สมาคมสโมสรสราญรมย์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). ณ วิเทศสโมสร, กระทรวงการต่างประเทศ, วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543.

ประพัฒน์ โพธิวรคุณ. เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง ทิศทางการพัฒนาของไทย: เส้นทางสู่ระบบเศรษฐกิจสังคมความรู้" การพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยไปสู่ KBI (Knowledge - based Industries) ในประเทศต่าง ๆ. กระทรวงการต่างประเทศ สมาคมสโมสรสราญรมย์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). ณ วิเทศสโมสร, กระทรวงการต่างประเทศ, วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543.

ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา. เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง ทิศทางการพัฒนาของไทย: เส้นทางสู่ระบบเศรษฐกิจสังคมความรู้" ในกรอบเวทีและองค์การระหว่างประเทศ. กระทรวงการต่างประเทศ สมาคมสโมสรสราญรมย์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). ณ วิเทศสโมสร, กระทรวงการต่างประเทศ, วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543.

พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการ, สำนักนายกรัฐมนตรี.แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 .. 2545 - 2549. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2544.

พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการ, สำนักนายกรัฐมนตรี. ฯลฯ. เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดทำแผนกลยุทธิ์และแผนปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (.. 2545 - 2549) ครั้งที่ 1.โรงแรมโซลทวินทาวเวอร์, ห้องกษัตริย์ศึก 1 กรุงเทพฯ, วันที่ 16 - 17 มกราคม 2545.

พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์. เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง ทิศทางการพัฒนาของไทย: เส้นทางสู่ระบบเศรษฐกิจสังคมความรู้" Knowledge - based Economy กับทิศทางการพัฒนาของไทย. กระทรวงการต่างประเทศ สมาคมสโมสรสราญรมย์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). ณ วิเทศสโมสร, กระทรวงการต่างประเทศ, วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับเศรษฐกิจไทยในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้. ฝ่ายวิจัยนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม , มิถุนายน 2544.

สุนทร ชัยยินดีภูมิ. เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง ทิศทางการพัฒนาของไทย: เส้นทางสู่ระบบเศรษฐกิจสังคมความรู้" เปรียบเทียบการพัฒนา Knowledge - based Economy ในประเทศต่าง ๆ. กระทรวงการต่างประเทศ สมาคมสโมสรสราญรมย์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). ณ วิเทศสโมสร, กระทรวงการต่างประเทศ, วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543.

 


ภาษาอังกฤษ

 

Anderson, Sarah, and Cavanagh, John, Top 200: The Rise of Corporate Global Power, www.corpwatch.org

APEC Economic Leader's Meeting - BLAKE , www.apecsec.org.sg

Bello, Walden, Prospects for Good Global Governance: The View From the South, www.focusweb.org

Bello,Walden, Focus on the Global South, and Anuradha Mittal, Food First, Common Dreams News Center,  The Meaning of Doha, www.commondreams.org

Bergsten, C. Fred, THE BACKLASH AGAINST GLOBALIZATION, www.iie.com

Bourdieu, Pierre, The Politics of Globalization, www.globalpolicy.org

Brignall III, Tom, The New Panopticon: The Internet Viewed as a Structure of social control, ww.theoryandscience.icaap.org

Cavanagh, John, and Anderson, Sarah, What is the Global Justice Movement?, Institute for Policy Studies

Collins, Chuck, Chris Hartman and Holly Sklar, Divided Decade: Economic Disparity at the Century'sTurn,www.stw.org

Common Dreams News Center, Doha Spells Disaster for Development, www.commondreams.org

Cooper, Marc, Many Oppose Trade Deal, www.thenation.com

Cover Story, How Corrupt is Wall Street?, BusinessWeek, May, 13 , 2002

Dunaway, Wilma A., A Conversation with Immanuel Wallerstein, www.members.aol.com

Evans, Donald L., U.S. Continues to Lead World  Free Trade, www.Usinfo.state.gov

Facing Globalization the APEC Way: Report to the APEC Economic Leaders, 2000, www.apecsec.org.sg

Faux, Jeff, Rethinking the Global Political Economy, www.globalpolicynetwork.org

Hinkley, Robert, Toppling the Corporate Aristocracy, www.commondreams.org

Japan in the World, Foreign Ministry has to adapt or slowly die, www.asahi.com

Kaplan, Robert D., Was Democracy Just a Moment?, www.theatlantic.com

Kingsnorth, Paul, The end of the beginning?,open Democracy

Kohr, Martin, 'New issues' should not be on the agenda, www.earthtimes.org

Malherbe, Didier, European Business Summit: Consolidating Corporate Power, www.xs4all.nl

McMurtry, John, PhD., The FTAA And The WTO: The Meta - Program For Global Corporate Rule, www.zmag.org

Monbiot, George, Stealing Our Clothes, April 30, 2002, www.globalpolicy.org

Moore, Mike, Who and the new Round of trade talks, www.wto.org

Nadler, Gerald, U.N.: Pollution Kills 5,500 Kids Daily, www.commondreams.org

Onishi, Norimitsu, NGOS Show Their Growing Power, www.globalpolicy.org

ORR, David, What Is Education For?, www.context.org

Oxfam, Rigged Rules and  Double  Standars, www.maketradefair.com

Oxley, Alan, APEC needs a wake up call more than trade liberalization, Australian APEC Study Centre, Monash University

Oxley, Alan, The WTO Doha Development Round: THE THREAT TO INTERNATIONAL BUSINESS OF THE SPREAD OF ENVIRONMENTAL TRADE SANCTIONS, WTO, 2002

Rees, William e., Squeezing the Poor Maybe Castro's Right. Maybe that's all Globalization Really Is About., www.commondreams.org

Reyes, Alejandro, Save this Grouping As it turns ten, APEC is under pressure to justify its existence,   www.asiaweek

Robertson, Bernard I., and Palley, Thomas I., and Loy, Frank E.,: AAAS, Globalization and the Knowledge Economy, 24th Annual AAAS Colloquium on Science and Technology Policy, April 14-16, 1999

Rollnick, Roman, Long night turns into long day, www.earthtimes.org

Schmid, Alex P., THESAURUS AND GLOSSARY OF EARLY WARNING AND CONFLICT PREVENTION TERMS, SYNTHESISFOUNDATION (Erasmus University), May, 1998

Scott, Bruce R., The Great Divide in the Global village, www.foreignaffairs.org

The Subcommittee on Unfair Trade Policies and Measures, The eleventh annual report, WTO, 2002

Trade and Investment, Media Releases,Leaked documents expose looming political challenge for Canada, www.canadians.org

USTR Reports on Free Trade Agreements in Southeast Asia (Zoellick's April 5 press conference in Bangkok, Thailand, www.usinfo.state.gov

Van Ham, Peter, The Rise of the Brand State, www.foreignaffairs.org