ความเคลื่อนไหวด้านประชากรและสิ่งแวดล้อม

ความเคลื่อนไหวด้านประชากร

          1.1 ความเคลื่อนไหวด้านประชากรและคุณภาพชีวิต

          1.1.1 พ.ย.เดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี

          วันที่ 25 พ.ย. ของทุกปีคือวันที่ทั่วโลกประกาศให้เป็นวันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง สำหรับ
ประเทศไทยการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2542 เห็นชอบให้เดือนพ.ย.ของทุกปีเป็นเดือน
รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี

          นางปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรี
แห่งชาติ กล่าวว่า ความรุนแรงต่อสตรีมีอยู่ทุกแห่งทุกสังคม เพราะความไม่เท่าเทียมกันในบทบาทหญิง
ชายภายใต้โครงสร้างสังคมที่ชายเป็นใหญ่และบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่ยอมให้ชายใช้อำนาจและ
การควบคุมต่อผู้หญิง การใช้ความรุนแรงต่อสตรี เป็นปรากฎการณ์ที่ผสมผสานระหว่างประเด็นส่วนตัว
สถานการณ์แวดล้อม และปัจจัยสังคมวัฒนธรรม "วิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ทำให้รายได้
ของประชาชนลดลงและจำนวนคนว่างงานสูงขึ้น ได้เพิ่มแรงกดดันให้กับครอบครัวจำนวนมาก และนำ
ไปสู่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และยังพบว่าร้อยละ 50 ของผู้หญิงถูกจองจำ ถูกสามีบังคับให้มี
ส่วนร่วมในการค้ายาเสพย์ติด"

          สำหรับความรุนแรงที่สตรีในสังคมไทยได้รับนั้น นางปริศนา กล่าวว่า ยังรวมถึงการคุมคามทาง
เพศในที่ทำงานและการถูกบังคับให้ค้าประเวณี กลุ่มผู้หญิงที่ประสบปัญหาดังกล่าวได้กลายเป็นกลุ่ม
ของผู้เปราะบางที่สุดกลุ่มหนึ่งในสังคมไทย เนื่องจากระบบที่มีอยู่ขาดประสิทธิภาพในการชี้ให้เห็นถึง
ปัญหาที่เกิดขึ้นรวมถึงโครงสร้างทางสังคมที่ทำให้การทารุณกรรมสตรีเป็นเรื่องปกติ (กรุงเทพธุรกิจ
29/11/42)

          หากพิจารณาด้านกฎหมาย จะเห็นได้ว่าความเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนคำนำหน้านามของหญิงที่
สมรสแล้วให้เป็น "นางสาว" ตลอดไป และยกเลิกคำว่า "นาง" ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2538 โดยคณะ
กรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ (กสส.) จนถึงปัจจุบันก็ไม่มีความก้าวหน้าใดๆ
(กรุงเทพธุรกิจ 23/11/42)

          1.2 ความเคลื่อนไหวด้านแรงงานภาคเกษตร

          1.2.1 ม็อบมันสำปะหลังยึดถนนมิตรภาพ ฉุนรัฐบาลไม่เจรจา ฝ่ายรัฐจับ 3 แกนนำเพื่อหยุดม็อบ

          ความเคลื่อนไหวของม็อบเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จ.นครราชสีมา และ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเข้ามา
เคลื่อนไหวที่ทำเนียบเพื่อให้รัฐบาลประกันราคามันสำปะหลัง ก.ก.ละ 1.20 บาท ดำเนินมาตั้งแต่กลาง
เดือน ต.ค. 2542 ยังคงยึดเยื้อ รัฐบาลยืนยันที่จะรับซื้อราคา ก.ก.ละ 85 สตางค์ จนเกิดการปราบปราม
ม็อบด้วยสุนัขตำรวจ ทำให้เกษตรกรถูกสุนัขกัดเมื่อปลายเดือนต.ค.

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ม็อบมันสำปะหลัง 2,000 คนได้รวมตัวเพื่อเคลื่อนไหวให้รัฐบาลแก้ไข
ปัญหาราคามันสำปะหลังอีกครั้ง โดยปักหลักชุมนุมบริเวณริมถนนมิตรภาพระหว่าง ก.ม.ที่ 203-204
บ้านโนนทอง ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2542 ต่อมาในวันที่ 19 พ.ย.
นายบุญชัยศิริ ตรีวิริยะกิจ ประธานสหพันธ์มันสำปะหลังแห่งประเทศไทยกับนายฉลอง แสงราษฎร์
เมฆินทร์โฆษกสหพันธ์ฯ และกรรมการจังหวัดต่างๆ ได้สับเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยด้วยความไม่พอใจรัฐบาล
ไม่ส่งตัวแทนมาเจรจาแก้ไขปัญหา แต่ส่งกำลังตำรวจ 100 นายมาตั้งแถวชิดม็อบซึ่งอาจจะเกิดการยั่วยุ
และเกิดเหตุปะทะกัน นายฉลองได้ประกาศให้ตำรวจถอยห่างไป แต่เมื่อไม่ถอยกลุ่มแกนนำจึงสั่งให้เท
มันสำปะหลังบนถนนมิตรภาพฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ทำให้การจราจรติดขัดมาก พล.ต.ท.แหลมทอง ญาณ
อุบล ผบช. ภาค 3 เข้าเจรจากับแกนนำ หลังจราจรติดขัดนานกว่า 4 ชั่วโมง โดยรับปากว่าจะเจรจากับ
รัฐบาลให้ ทางม็อบจึงยอมเปิดถนน แต่เมื่อรอจนเย็นไม่มีตัวแทนรัฐบาลมาเจรจา แกนนำม็อบได้ตัด
สินใจปิดถนนมิตรภาพขาเข้าอีกครั้ง และในระหว่างนั้นเจ้าหน้าตำรวจได้เข้าจับแกนนำ 3 คน คือนาย
ฉลอง น้อยแสง นายสมชาย ดอนกระโทกและนายสุรินทร์ เกิดมะเส็ง โดยไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นำตัวไปไว้ที่ใด (มติชน 20/11/42)

          วันที่ 20 พ.ย.2542 เวลา 00.02 น พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก เดินทางมาเจรจากับผู้ชุมนุม โดย
ยอมรับเงื่อนไขปล่อยตัวแกนนำที่ถูกจับไปเมื่อวันที่ 19 พ.ย. และคืนรถบรรทุกที่ตำรวจขับไป รวมทั้ง
ถอนกำลังตำรวจจำนวน 100 นาย เวลา 11.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ท. แหลมทอง ญาณอุบล ผบช. ภาค
3 นำ 3 แกนนำม็อบมาส่งมอบให้ผู้ชุมนุม โดยทั้ง 3 คนยืนยันว่าไม่ได้ถูกซ้อม แต่ถูกตั้งข้อหาว่าทำให้
เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ให้ประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์คนละ 14,000 บาท ด้านนายละมัย กาศรัมย์
รองประธานสหพันธ์ฯ ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่มีการปิดถนนอีกเพราะมีสัญญาสุภาพบุรุษกับพล.ต.อ.
ประชา แต่ก็ขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลด้วย

          วันเดียวกัน 11.00 น. ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ที่ปรึกษา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รมต. มหาดไทย
ได้เดินทางมาเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุม โดยเสนอให้ตัวแทนของเกษตรกรเข้ามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
ราคาสินค้าเกษตรกับรัฐบาล ในระยะยาวได้แนะนำแนวทางเศรษฐกิจเพื่อชุมชนพึ่งตนเองที่ดำเนินการ
โดย ก.มหาดไทยให้ชาวไร่มันสำปะหลัง สำหรับการแก้ไขราคามันสำปะหลังนั้น ดร.สังศิตจะรับข้อ
เสนอของเกษตรกรที่ให้ปล่อยราคามันสำปะหลังเป็นไปตามกลไกตลาด และให้รัฐบาลชดเชยราคามัน
ก.ก.ละ 30 สตางค์ ไปปรึกษารมต.มหาดไทยอีกครั้ง ซึ่งจะมีการประชุมร่วม 4 กระทรวง (ก.มหาดไทย
ก.เกษตรฯ ก.พาณิชย์ และ ก.คลัง) และมีการตั้งคณะกรรมการไตรภาคีขึ้นมาพิจารณาแก้ไขปัญหาราคา
มันสำปะหลังร่วมกัน (ไทยโพสต์ 21/11/42)

          นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ที่จ.เชียงใหม่ ยืนยันว่าไม่สามารถปรับราคามันสำ-
ปะหลังให้สูงขึ้นตามคำเรียกร้องของเกษตรกรได้ แม้จะมีการชุมนุมยืดเยื้อต่อไป (ไทยโพสต์ 21/11/42)
นายปองพล อดิเรกสาร รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า รัฐบาลไม่เพิ่มราคาแทรกแซงเป็น ก.ก.ละ 1.20 บาท
ตามข้อเรียกร้อง เพราะราคาที่ 85 สตางค์เป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว (ไทยโพสต์ 21/11/42) นายสุวิทย์
คุณกิตติ หัวหน้าพรรคกิจสังคม กล่าวว่า เคยบอก รมต.พาณิชย์ว่า ราคามันสำปะหลังก.ก.ละ 85 สตางค์
เป็นราคาที่แม้เกษตรกรไม่ขาดทุน แต่ก็ไม่ได้กำไร ราคาเบื้องต้นน่าจะอยู่ที่ 1 บาท เพื่อให้เกษตรกรได้
กำไรบ้าง (ไทยโพสต์ 21/11/42)

          วันที่ 22 พ.ย. 2542 กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัด
นครราชสีมาแต่งเครื่องแบบเต็มยศรวม 100 คน มาร่วมสนับสนุนและประกาศจะยืนข้างชาวบ้านที่เดือด
ร้อนจนถึงที่สุด (ไทยโพสต์ 23/11/42) ด้านนายฉลอง น้อยแสง โฆษกสหพันธ์ฯ กล่าวว่า หากรัฐบาล
ยืนยันที่จะดื้อดึงไม่ทำตามคำขอ เกษตรกรที่ยื่นความจำนงสมัครยิงตัวตายกลางกองมันสำปะหลังเพิ่ม
เป็น 19 คน จากเดิม 5 คน และมีการปรึกษาหารือในกลุ่มว่าอาจจะทำหนังสือถวายฎีกาต่อในหลวงและ
ลงรายชื่อ 50,000 ชื่อขับไล่รัฐบาลต่อไป (ไทยโพสต์ 23/11/42)

          1.2.2 ม็อบไร่อ้อยขู่รัฐบาลหากไม่ออกมาตรการช่วยเหลือภายใน 23 พ.ย. จะบุกกทม.

          ความเคลื่อนไหวเรื่องอ้อยและน้ำตาลในเดือน พ.ย. ภาครัฐยืนยันราคาประกันอ้อยอยู่ที่ 450
บาทต่อตัน และไม่พิจารณาข้อเรียกร้อง 7 ข้อของชาวไร่อ้อย

          นายมนู เลียวไพโรจน์ ปลัดก.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (กอน.)
แถลงผลการประชุมเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2542 เพื่อสรุปราคาอ้อยและน้ำตาลว่า กอน. มีข้อสรุประดับ
ราคาขั้นต้นที่ 450 บาทต่อตัน ซึ่งกอน.จะทำประชาพิจารณ์ให้ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลทราบ
เพื่อเสนอให้คณะกรรมการฯ อนุมัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 พ.ย. ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี
รับทราบ (ไทยรัฐ 16/11/42)

          นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รมต.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ในการประชุมร่วมกับนายปองพล อดิเรกสาร
รมต.เกษตรฯ นายศุภชัย พาณิชยภักดิ์ รองนายรัฐมนตรีและรมต.พาณิชย์ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์
รมต.คลัง หลังจากที่กอน.มีมติกำหนดราคาอ้อยปี 2542/43 ที่ระดับ 450 บาทต่อตัน ซึ่งต่ำกว่าที่ชาวไร่
อ้อยเรียกร้อง 600 บาทต่อตัน ขอยืนยันว่าจะไม่มีการอนุมัติให้มีการขึ้นราคาขายปลีกน้ำตาลอย่างแน่
นอน เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนราคาอ้อยที่ออกมาต่ำเป็นเรื่องของนายธารินทร์ที่
ต้องพิจารณาว่าจะไปหาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินใดมาช่วยเหลือในส่วนที่ขาดหายไปตันละ 150
บาท จากจำนวนอ้อย 53 ล้านตัน "การขึ้นราคาน้ำตาลไม่ใช่สิ่งที่ตนเห็นด้วย และการประชุม 4 รัฐมนตรี
เมื่อครั้งที่ผ่านมาเห็นว่า ทางเลือกที่เหมาะสมคือการหาเงินกู้มาช่วยเหลือชาวไร่อ้อย แต่ต้องกำหนดราคา
ดอกเบี้ยต่ำที่สุด" (ไทยรัฐ 17/11/42)

          นายวีระชัย แสนแก้ว เลขาธิการชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสานกล่าวว่า ราคาอ้อย 450 บาท
ต่อตัน ถือว่าต่ำมาก ชาวไร่จะเดือดร้อน และในวันที่ 19 พ.ย. ตนจะเรียกประชุมชาวไร่อ้อยภาคอีสาน 8
เขต ประมาณ 8,000 คน ที่ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เพื่อหารือว่าจะวางมาตรการอย่างไร โดยการชุมนุม
จะปักหลักในพื้นที่ก่อน หากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 พ.ย. นี้ ครม.ไม่มีมติช่วยเหลือ
ชาวไร่อ้อยในส่วนที่ขาดอีก 150 บาทต่อตัน หรือประมาณ 8,000 ล้านบาท และต้องคิดดอกเบี้ยร้อยละ
6% เท่านั้น อาจต้องเคลื่อนไหวเพื่อเจรจากับภาครัฐ

          นายราชัย ชูศิลป์กุล เลขาธิการสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ก.เกษตรได้เสนอ
ตัวเลขต้นทุนเพาะปลูกที่ 562 บาทต่อตัน เป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่าราคาที่ กอน.กำหนดเป็นราคาที่ชาวไร่อ้อย
ยอมรับไม่ได้ แต่กลับจะหาแหล่งเงินกู้มาให้ ซึ่งชาวไร่อ้อยต้องแบกภาระใช้หนี้คืนในปีถัดไป ไม่เข้าใจ
ว่าเป็นตัวเลขการเมืองหรือไม่ ในขณะที่ 2 ปีที่ผ่านมา ก.เกษตรฯเคยกำหนดตัวเลขต้นทุนสูงถึง 630 บาท
ต่อตัน ไม่ทราบว่าเป็นฝีมือใคร จึงกำหนดตัวเลขขัดแย้งกัน ตนอยากรู้ว่า เกมการเมืองเกมนี้ใครเดินตาม
เกมหรือไม่ ซึ่งตนจะเรียกประชุมชาวไร่อ้อยในภาคตะวันออกที่ จ.กาญจนบุรีในวันที่ 22 พ.ย. เพื่อตั้งท่า
รอดูว่า ครม. จะช่วยเหลืออย่างไรในวันที่ 23 พ.ย. 2542

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่ชาวไร่อ้อยบีบรัฐบาลเรื่องราคาอ้อย ด้านสมาคมโรงงานน้ำตาล 3
สมาคม ได้รวมตัว เป็นสมาคมเดียวกันภายใต้ชื่อ "สมาพันธ์โรงงานน้ำตาลแห่งประเทศไทย" โดยแถลง
ข่าวเปิดตัวเป็นทางการในวันที่ 19 พ.ย. นำโดยนางชนิดา อัษฎาธร ซึ่งเป็นบอร์ด กอน. และจะทำให้ฝ่าย
โรงงานมีอำนาจต่อรองกับชาวไร่อ้อยสูงกว่าปัจจุบัน (ไทยรัฐ 17/11/42)

          ผลการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2542 ได้พิจารณาราคาอ้อยและน้ำตาลขั้นต้นในฤดูกาล
ผลิตปี 2542/43 ในอัตราราคาตันละ 450 บาท และให้ความเห็นชอบในหลักการให้กองทุนอ้อยและน้ำ
ตาลทรายทำการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปปล่อยกู้ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มราคาอ้อยขั้นต้น
ฤดูการผลิตปี 2542/43 สำหรับแนวทางและข้อเสนอแนะคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทั้ง 7 ข้อในกรณี
การขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม การขอยกเว้นการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ประชุมเห็นว่าโดยหลักการของ
ระบบภาษี แนวทางดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้ ส่วนการกำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายภายใน
ประเทศให้เป็นไปตามกลไกตลาด ที่ประชุมเห็นควรมอบหมายให้มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา
ประเทศไทย (TDRI) ทำการศึกษาในรายละเอียดก่อน สำหรับการเพิ่มผลผลิตอ้อย โดยรัฐบาลเข้าไป
ลงทุนในระบบชลประทานนั้น มอบหมายให้ ก.เกษตรฯ รับไปดำเนินการต่อไป ส่วนการปรับปรุงราคา
จำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศ ที่ประชุมเห็นว่าแนวทางดังกล่าวไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจใน
ขณะนี้ (มติครม. 23/11/42)

          1.3 ความเคลื่อนไหวด้านการจ้างงานและสวัสดิการ

          1.3.1 นักวิชาการชี้ระบบโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมอ่อนแอ เร่งรัฐประกันการว่างงาน

          ผศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า วิกฤติ
เศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานและกลุ่มต่างๆ ของสังคมในช่วงที่ผ่านมานั้น รัฐบาลไม่สามารถ
บรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เงินกู้ต่างประเทศที่นำมาใช้ในโครงการของกระทรวง
ต่างๆ ไม่สามารถตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้ เนื่องจากขาดการวางแผนที่ชัดเจน หากพิจารณาความช่วย
เหลือของภาครัฐจะเห็นได้ว่ามีกองทุน หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลืออยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้าน
เงินทุนหรือการฝึกอบรม แต่ประชาชนส่วนใหญ่มักไม่รู้และเข้าไม่ถึงข้อมูล และกล่าวอีกว่า ระบบโครง
ข่ายความปลอดภัยทางสังคมของไทยอ่อนแอ ซึ่งองค์การแรงงานระหว่างประเทศเห็นว่า การคุ้มครอง
ป้องกันทางสวัสดิการในสังคมไทยมีอย่างจำกัดและมีในวงแคบ โดยเป็นการให้ความช่วยเหลือกันทาง
วัฒนธรรมคือช่วยเหลือกันภายในครอบครัว ชุมชน ด้านธนาคารโลกระบุว่า โครงข่ายความปลอดภัย
ทางสังคมไทยยังไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลจัดสรรเพื่อกิจกรรมนี้มีเพียง 1.6% เท่านั้น

          นายประเทือง แสงสังข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้าง สภาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
ระบบประกันสังคมถือว่าเป็นโครงข่ายความปลอดภัยของสังคมได้อย่างหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังขาดการ
ประกันการว่างงาน จึงต้องทำให้สมบูรณ์ การประกันการว่างงานเป็นหลักประกันการมีงานทำให้กับ
แรงงาน ซึ่งตนในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการประกันจะเสนอนักวิชาการให้เป็นตัวแทนของผู้ใช้แรงงาน
และให้มีตัวแทนแรงงานเข้าอยู่ในคณะกรรมการเตรียมการการประกันว่างงานด้วย เพื่อให้เกิดระบบ
ประกันว่างงานที่สมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อแรงงาน (ไทยโพสต์ 04/11/42)

          1.3.2 ธ.กรุงเทพฯ เดินหน้าโละพนักงานทิ้ง 6,000 คน

          ธ.กรุงเทพ เคลื่อนไหวเพื่อปรับลดบุคลากร โดยพยายามทยอยปรับพนักงานส่วนเกินออกเพื่อ
รองรับการแข่งขันในธุรกิจสถาบันการเงินปี 2000 มีพนักงานธนาคารต้องออกเกือบ 6,000 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ ธ.กรุงเทพได้จ้างที่ปรึกษาต่างประเทศจำนวน 50 คน เข้ามาศึกษาถึงการปรับ
โครงสร้างบุคลากรธนาคารใหม่ทั้งระบบ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถรองรับการแข่งขันกับสถาบันการเงินต่าง
ประเทศในปี 2000 ได้ จากการศึกษาพบว่า ธนาคารจำเป็นต้องปรับลดบุคลากรลง เมื่อเทียบสัดส่วน
พนักงานต่อสินทรัพย์ของธนาคารกับสถาบันการเงินขนาดใกล้เคียงแล้ว พบว่า ธ.กรุงเทพมีจำนวน
พนักงานล้นงานกว่า 5,000-6,000 คนจากจำนวนพนักงาน 21,000 ขณะที่นายชาติศิริ โสภณพานิช
กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธ.กรุงเทพ กล่าวยอมรับว่าธนาคารมีพนักงานส่วนเกินอยู่ หากจะปรับลดก็จะ
ใช้วิธีทยอยปรับลดส่วนที่เกินออกไปเท่านั้น (ไทยรัฐ 16/11/42)

           1.4 ความเคลื่อนไหวด้านแรงงานต่างประเทศ

          1.4.1 โพลชี้หลังวิกฤติเศรษฐกิจ แรงงานเอเชียภักดีเจ้านายเพิ่ม

           สถาบันวิจัยระหว่างประเทศ (ไอเอสอาร์) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นแรงงานทั้งภาครัฐและ
ภาคเอกชนในประเทศจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ระบุว่า แรงงานเอเชีย
มีความรู้สึกมั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การงาน รวมทั้งรู้สึกภักดีต่อนายจ้างหรือบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อ
เทียบกับการสำรวจปีที่แล้ว

          นายจอห์น สเตเน็ก ประธานไอเอสอาร์ กล่าวว่า ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียเมื่อปี 2540 แรง
งานหลายล้านคนทั่วเอเชียถูกปลดออกจากงาน ส่วนผู้ที่ยังมีงานทำอยู่ก็ไม่แน่ใจอนาคตของตนเอง แต่
มาถึงวันนี้แนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความเชื่อมั่นและความภักดีต่อบริษัทของแรงงานเอเชีย
กระเตื้องขึ้นกว่าในช่วงปีที่แล้ว

          ผลการสำรวจชี้ว่า แรงงานฟิลิปปินส์มีความรู้สึกมั่นใจในหน้าที่การงานมากที่สุด ตามด้วยสิงค-
โปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ขณะเดียวกันแรงงานฟิลิปปินส์ก็มีความภักดีต่อนายจ้าง
มากที่สุด ตามด้วยมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น การสำรวจยังครอบคลุมไปถึงความ
พึงพอใจของลูกจ้างที่มีต่อหน้าที่การงาน ซึ่งพบว่า ฮ่องกงมีการปรับปรุงในด้านนี้ดีที่สุด ตามด้วยสิงค-
โปร์ ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ระดับรั้งท้าย เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่กระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจน (กรุงเทพธุรกิจ
06/11/42)