ความเคลื่อนไหวด้านการเมืองการปกครอง

ความเคลื่อนไหวประเด็นร้อนด้านการเมืองการปกครอง

          1.1 การเสนอชื่อตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีปัญหา หลายคนถูกระบุว่าขาดคุณสมบัติ และที่
ประชุมวุฒิสภามีมติไม่รับพิจารณาทั้ง 23 คน

          การคัดเลือกบุคคลจำนวน 23 คน เพื่อเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุดของคณะกรรมการคัด
เลือกตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีนางทิพาวดี เมฆสวรรค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพล
เรือน (ก.พ.) เป็นประธาน ได้รับการวิจารณ์จากอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ผู้หนึ่งว่าอาจ
ทำผิด พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองสูงสุดฯในเรื่องของบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติไม่ถูกต้องตามที่กฎหมาย
กำหนด ทั้งในกรณีความเป็นกลางทางการเมือง และการปฏิบัติหน้าที่ราชการ รวมทั้งปัญหาเรื่องอายุ
เพราะมาตรา 21 ของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองกำหนดว่าตุลาการศาลปกครองพ้นจากตำแหน่งเมื่อ 1)
ตาย 2) ลาออก 3) สิ้นปีงบประมาณที่ตุลาการผู้นั้นมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่จะผ่านการประเมิน
สมรรถภาพให้ดำรงตำแหน่งต่อไปตามมาตรา 31 ซึ่งกำหนดว่าเมื่อผ่านการประเมินแล้วให้ดำรง
ตำแหน่งต่อไปได้จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณที่ผู้นั้นมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ แต่ปรากฏว่ามีตุลาการที่ได้
รับแต่งตั้งถึง 4 คนที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป (กรุงเทพธุรกิจ 15, 17/11/42, ไทยโพสต์, มติชน15/11/42)

          ตัวอย่างตุลาการฯที่ได้รับการคัดเลือกและถูกคัดค้านในเรื่องคุณสมบัติ ได้แก่ นายโภคิน พลกุล
ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องความเป็นกลาง เพราะเคยเป็นรองหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ นายสหาย ทรัพย์
สุนทรกุล รองอัยการสูงสุด เคยถูกนายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ ฟ้องร้องว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีคดี
ลอบสังหารนายประมาณ ซันซื่อ ประธานศาลฎีกาในปี 2536 และเคยเป็นที่ปรึกษากฎหมายของ พล.ต.
สนั่น ขจรประศาสน์ (กรุงเทพธุรกิจ 15, 17/11/42, ไทยโพสต์, มติชน15/11/42)

          นอกจากนี้ ยังมีนายสมยศ เชื้อไทย รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาซึ่งถูกนายอุทิศ เหมวัตถกิจ
นักศึกษาปริญญาโท ม. ธรรมศาสตร์ ยื่นหนังสือคัดค้านว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมกรณีถูกตัดคะแนน
สอบ และร้องขอให้ตรวจสอบคะแนนใหม่ แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม (มติชน 20/11/42) และนายผัน
จันทรปาน อดีตปลัดกระทรวงแรงงานฯ ในประเด็นไม่โปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จากผู้คัดค้าน
ที่ไม่เปิดเผยชื่อ (มติชน 20/11/42)

          วันที่ 19 พ.ย.2542 นายชวน หลีกภัย นายกฯ มีหนังสือถึงประธานวุฒิสภาเพื่อเสนอรายชื่อผู้ได้
รับการคัดเลือกเป็นตุลาการศาลปกครองให้วุฒิสภาพิจารณา พร้อมเหตุผลโน้มน้าวให้วุฒิสภาให้ความ
เห็นชอบไปก่อนแม้จะมีการทักท้วง (มติชน, ไทยโพสต์ 23/11/42)

          วันที่ 22 พ.ย.2542 นายประมวล รุจนเสรี รองปลัดก.มหาดไทย อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ผู้
สมัครตุลาการศาลปกครองใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร มีหนังสือถึงนางทิพาวดี เมฆสวรรค์ ขอ
ทราบหลักเกณฑ์การพิจารณาและผลคะแนนของผู้สมัครแต่ละคน เพราะสงสัยว่าตอนคัดเลือกจาก 192
เหลือ 46 คนนั้นตนได้ 8 คะแนน จากคณะกรรมการ 10 คน แต่พอมารอบ 23 คนตนได้ 2 คะแนน จาก
กรรมการที่มาจากศาล (มติชน 23/11/42)

          อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตของนักกฎหมายบางคนว่า คณะกรรมการคัดเลือกตุลาการศาล
ปกครองสูงสุด ที่จัดตั้งขึ้นมานั้นขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ มาตราที่ 97 และ 98 ของ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ กำหนดให้มีคณะกรรมการคัดเลือกจำนวนไม่เกิน 10 คน มีองค์ประกอบตาม
ที่กฎหมายกำหนด ทำหน้าที่คัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่มีคุณสมบัติและมีความรู้ความสามารถไม่เกิน 23 คน
เป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุด และเสนอผ่านนายกฯไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อ
เสนอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป (มติชน 22/11/42) แต่มาตรา 277 ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า
การแต่งตั้งตุลาการศาลปกครองต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.)
ก่อน ขณะที่มาตรา 279 บัญญัติให้คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) มีกรรมการรวมทั้งสิ้น
13 คนนั้นต้องประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ซึ่งเป็นตุลาการศาลปกครองและได้รับเลือกจากตุลาการ
ศาลปกครองด้วยกันเอง โดยไม่มีบทเฉพาะกาลแก้ปัญหาหรือยกเว้นการแต่งตั้งครั้งแรกเอาไว้ ปัญหา
คือเมื่อยังไม่มีตุลาการศาลปกครอง ก็ไม่สามารถมี ก.ศป. ได้ และในทางกลับกัน เมื่อยังไม่มี ก.ศป. การ
คัดเลือกคณะตุลาการศาลปกครองก็ย่อมมีไม่ได้ (ไทยโพสต์, มติชน 22/11/42) ซึ่งหากตีความว่าคณะ
กรรมการคัดเลือกตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้มาโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง
ที่ได้รับการเสนอชื่อจำนวน 23 คนก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน (กรุงเทพธุรกิจ 17/11/42)

          วันที่ 22 พ.ย.2542 คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้ประชุมเพื่อพิจารณา
ประเด็นการคัดเลือกตุลาการศาลปกครองว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปรากฏว่ายังหาข้อสรุปไม่ได้
(มติชน, ไทยโพสต์ 23/11/42) และจากการประชุมวุฒิสภาวันที่ 23 พ.ย. 2542 ปรากฏว่าวุฒิสภาไม่รับ
พิจารณาบุคคลทั้ง 23 คน ด้วยคะแนนเสียง 119 ต่อ 48 งดออกเสียง 2 เสียง (ผู้จัดการ, กรุงเทพธุรกิจ
24/11/42) มติดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลส่งเรื่องกลับไปให้วุฒิสภาพิจารณาอีกครั้ง
(ผู้จัดการ 25/11/42)

          วันที่ 26 พ.ย. 2542 นายวิษณุ เครืองาม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญกฎหมายจาก
หน่วยงานต่าง ๆ มาหารือเพื่อหาทางออกกรณีการแต่งตั้ง 23 ตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่ทำเนียบรัฐ
บาล และได้สรุปแนวทางที่จะเสนอให้ฝ่ายการเมืองพิจารณาคือการส่งเรื่องกลับไปวุฒิสภาและการให้
ศาลรัฐธรรมนูญตีความ (ผู้จัดการ 27/11/42) ซึ่ง 2 แนวทางดังกล่าว นายชวน หลีกภัย นายกฯ บอกว่าจะ
นำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุม ครม.วันอังคารที่ 30 พ.ย.2542 เชื่อว่าจะได้ข้อยุติ (ไทยโพสต์ 27, 28/11/42,
กรุงเทพธุรกิจ 28/11/42) ผลการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2542 นั้นนายกฯ ตัดสินใจเลือกแนวทาง
การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดยมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม เลขาธิการครม.ร่างหนังสือ
เสนอประธานรัฐสภาส่งตีความและแจ้งให้วุฒิสภาทราบต่อไป (ไทยโพสต์, กรุงเทพธุรกิจ 01/12/42)

          1.2 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่มีการเปิดประเด็น
ใหม่ คือวุฒิสมาชิกลงมติผ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ครบองค์ประชุม

          วันที่ 10 พ.ย. 2542 ศาลรัฐธรรมนูญลงมติวินิจฉัย พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้รับความเห็น
ชอบจากสภาแล้วว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งความเห็นของส.ส.
จำนวน 114 คนที่ร้องว่าพ.ร.บ. ดังกล่าว มีข้อความขัดแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของ
รัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งมาตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.2542

          นายอุระ หวังอ้อมกลาง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงว่าประเด็นที่ผู้ร้องสอบถามมามี 3 ประเด็น
ด้วยกันคือ 1) มาตรา 28 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.ทุนฯ บัญญัติให้ใช้มติครม. ในการยุบเลิกรัฐวิสาหกิจได้
ซึ่งขัดแย้งต่อกระบวนการออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 2) มาตรา 24 เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิพิเศษแก่
ภาคเอกชนที่เข้ามาซื้อหุ้นของรัฐวิสาหกิจยิ่งกว่าเอกชนอื่นอันเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ
มาตรา 30 3) มาตรา 13 มาตรา 16 และมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.ทุนฯ ที่ให้ ครม. มีอำนาจที่จะเลือก
รัฐวิสาหกิจใดก็ได้มาเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัท ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 87 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐาน
แห่งรัฐ (กรุงเทพธุรกิจ 11/11/42)

          ผลการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่า พ.ร.บ.ทุนฯ ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ โดย
ประเด็นแรกเห็นว่าไม่ขัด 8 เสียง เห็นว่าขัด 5 เสียง ประเด็นที่ 2 ไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษ 12 ต่อ 1 เสียง
เพราะมาตรา 24 ที่ให้ ก.คลัง ค้ำประกันหนี้ให้บริษัทเอกชนที่มาซื้อหุ้นต่อไปนั้น เป็นการปฏิบัติตาม
ภาระค้ำประกันที่มีอยู่แต่เดิม ไม่ใช่หนี้ของบริษัทเอกชนจึงไม่ใช่เป็นการให้สิทธิพิเศษ และประเด็นที่ 3
มติ 12 ต่อ 1 เสียง เห็นว่ามาตรา 13,16,19 ให้อำนาจครม.ที่จะพิจารณาดำเนินการให้การประกอบ
กิจการของรัฐไปเป็นของเอกชน มิใช่มีอำนาจตั้งหน่วยงานของรัฐไปประกอบกิจการแข่งกับเอกชน
(กรุงเทพธุรกิจ, ผู้จัดการ 11/11/42)

          การวินิจฉัยข้างต้นของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
จากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมืองที่เป็นฝ่ายค้าน และจากฝ่ายพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยนายสมศักดิ์ โกศัยสุข
เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ซึ่งกล่าวว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำให้ประ-
ชาชนผิดหวัง และมีการเคลื่อนไหวชุมนุมด้านหน้าศาลรัฐธรรมนูญ และเตรียมยื่นถวายฎีกาต่อพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ 17 พ.ย. 2542 (กรุงเทพธุรกิจ 11/11/42, ไทยโพสต์ 16/11/42, ผู้จัดการ
18/11/42) อย่างไรก็ตาม นายประเสริฐ นาสกุล หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า พ.ร.บ.ทุนรัฐ
วิสาหกิจขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง แต่เป็นประเด็นที่ทาง ส.ส.ไม่ได้ร้องขอให้วินิจฉัย ประเด็นดัง
กล่าวคือ การลงมติของสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2542 ต่อ พ.ร.บ.ทุนฯ ฉบับนี้ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของ
จำนวนสมาชิกทั้งหมด ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 155 ซึ่งน่าที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้
ตีความใหม่ในประเด็นนี้ (ผู้จัดการ 18/11/42)

          ในประเด็นใหม่ดังกล่าว นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานวุฒิสภาบอกว่า ตอนที่สมาชิกวุฒิสภา
พิจารณาเรื่องนี้มีสมาชิกครบองค์ประชุม แต่เวลาลงคะแนนเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะลงหรือไม่ก็ได้ การ
นับองค์ประชุมต้องนับระหว่างการประชุม เมื่อเห็นว่าขาดต้องทักท้วงเมื่อไม่มีการทักท้วงองค์ประชุมก็
ต้องครบ และไม่เห็นด้วยที่จะมีการยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะทรงอยู่เหนือการ
เมือง ควรยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทางด้านนายวิษณุ เครืองาม เลขาธิการ ครม.ก็บอกเช่น
กันว่ายื่นตีความอีกไม่ได้ (ผู้จัดการ 20/11/42)

          1.3 สื่อมวลชนตีพิมพ์ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้าน
เมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542 ตอกย้ำการบริหารการปกครองของฝ่ายบริหาร

          ระเบียบนี้ประกาศเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2542 โดยนายชวน หลีกภัย นายกฯ เป็นผู้ลงนาม และประ-
กาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะทำให้เรื่อง Good
Governance หรือประชารัฐ หรือธรรมรัฐ หรือธรรมาภิบาล เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อสร้างกฎ
เกณฑ์และกลไกที่ดีในการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคม ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 6 ประการ
คือ 1) หลักนิติธรรม : การปกครองภายใต้กฎหมาย ซึ่งต้องทันสมัยและเป็นธรรม 2) หลักคุณธรรม : ยึด
มั่นในความถูกต้องดีงาม ขยัน ซื่อสัตย์ จริงใจ อดทน มีระเบียบวินัยประกอบสัมมาอาชีวะ 3) หลักความ
โปร่งใส : มีความโปร่งใสเพื่อให้เกิดความไว้วางใจกันและกัน ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจ
สอบข้อมูลข่าวสารได้

          4) หลักความมีส่วนร่วม : ประชาชนได้รับรู้และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญ
ของประเทศด้วยการแจ้งความเห็น การไต่สวนสาธารณะ ประชาพิจารณ์ ประชามติ ฯลฯ 5) หลักความ
รับผิดชอบ : ตระหนักในสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบในสังคม เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง กล้ารับผล
การกระทำของตน 6) หลักความคุ้มค่า : บริหารจัดการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม
ประหยัด คุ้มค่า รักษาธรรมชาติ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

          กลยุทธ์ได้แก่การร่วมดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกภาคของสังคม ทั้งระยะเฉพาะหน้า ระยะ
กลางและระยะยาว โดยต้องปฏิรูปใน 3 ส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งแนวทาง
ปฏิบัติ เพื่อจะให้เกิดกลไกการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ได้แก่ 1) สร้างความตระหนักร่วม
กันในสังคม 2) ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวทางรัฐธรรมนูญ 3) เร่ง
ปฏิรูประบบราชการปฏิรูประบบการศึกษา 4) แก้ไขปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคเอกชน
5) สร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ซึ่ง ระเบียบฯ ดังกล่าวกำหนดไว้ตอนท้ายว่า ให้หน่วยงานของรัฐ
และผู้ที่เกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินการ ความคืบหน้า ตลอดจนปัญหา อุปสรรคต่อคณะรัฐมนตรีเป็น
ระยะ ๆ (ผู้จัดการ, ไทยโพสต์ 29/11/42)